"โรล-โมเดล" พ่อ-แม่แบบอย่างให้ลูกทำตาม
ช่วยลูกซึมซับต้นแบบที่ดี สร้างความรักความเข้าใจในครอบครัว
ในแวดวงคนทำงานด้านเด็กและครอบครัวไม่มีใครไม่รู้จัก"นพ.สุริยาเดว ทรีปาตี" กุมารแพทย์ชื่อดัง หัวหน้าคลินิกวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี รวมถึงการเป็นผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) งานจัดรายการวิทยุ เป็นวิทยากรพิเศษ เรียกว่า มีงานยุ่งมากๆ จนทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า มีเคล็ดลับหรือเทคนิคอย่างไรในการดูแลครอบครัว
ในฐานะคุณพ่อลูก 2 นพ.สุริยเดว บอกว่า ที่บ้านมีหลักที่นำมาใช้ดูแลครอบครัวโดยเฉพาะกับลูกๆ 3 ข้อใหญ่ๆ ข้อแรกจะใช้"โรล โมเดล(role model)" คือ การเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกทำตาม ขณะเดียวกันเมื่อลูกได้เห็นแบบอย่างที่เราทำก็จะซึมซับได้
นพ.สุริยเดว ยกตัวอย่างให้เป็นภาพชัดด้วยว่า อยากให้ลูกอ่านหนังสือ เราก็ต้องอ่านหนังสือก่อน อยากให้ลูกกินผัก เราก็ต้องกินผักดัวย หรือไม่อยากให้ลูกดูทีวี ก็ต้องดูเมื่อลูกหลับไปแล้ว และหากิจกรรมอื่นๆ ทำร่วมกันกับลูก อย่างเล่นของเล่นหรือเกมที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เล่นถามตอบปัญหาเชาว์วัดไหวพริบ หรือแม้แต่สอนการบ้านฝึกให้ทำโจทย์วิชาการต่างๆ ซึ่งผลที่ได้รับจากกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ลูกสามารถเข้าเรียนที่สาธิต จุฬาลงกรณ์ฯ ได้โดยที่ไม่ต้องไปกวดวิชา
ข้อที่สอง"สัดส่วนของเวลาๆ" โดยจะดูแลลูกๆ เต็มที่ 24 ชั่วโมงพอลูกค่อยๆ โตขึ้น ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้อิสระกับเขามากยิ่งขึ้นไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายในความเป็นส่วนตัวของเขา แต่อยู่ภายใต้การดูแลของเรา ซึ่งเมื่อนั่งกินข้าวกับลูกก็ยังมาเล่าให้ฟังในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยที่เราก็กระตุ้นถามในบางเรื่องด้วย "หมอจะไม่เปิดคลินิกพิเศษ แต่จะทำงานเป็นอาจารย์หมอสอนหนังสือและรักษาคนไข้เป็นงานหลัก และทำงานให้กับสสส. ส่วนนอกเวลาราชการจะรับนัดน้อยมาก เพราะมีข้อจำกัด เช่น วันเสาร์-อาทิตย์ 50-60% ถ้าจะนัดไปเป็นวิทยากร ก็จะไปเป็นครอบครัว อย่างช่วงงานรักลูก เฟสติวัลที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงลูกปิดเทอม ก็ไปทั้งครอบครัว ลูกชายลูกสาวร้องเพลง เล่นกีตาร์ บนเวที ส่วนผมไปอภิปราย โดยจะใช้เวลาดูแลลูกเต็มที่ตลอดไม่ทิ้งไปไหน ขนาดช่วงที่มีภาระงานมากๆ ก็ยังให้เวลาในการสอนการบ้านให้เขา คอยให้กำลังใจ และมีอะไรก็พูดคุยกัน"
และข้อสาม"กำลังใจ" ในพื้นฐานสัมพันธภาพที่ดีไม่มีข้อขัดแย้ง หากจะมีก็มีได้แต่ต้องไม่ใช่เรื่องใหญ่โต หลักการทั้ง 3 ข้อนี้เองที่คุณหมอที่ใช้ดูแลลูกๆ ซึ่งคุณหมอบอกว่า ถือเป็นความโชคดีที่ตนเองเป็นหมอเด็ก แถมยังเป็นหมอเด็กที่สนใจสังคมของเด็ก สิ่งต่างๆ หล่อหลอมให้เกิดทักษะในการเลี้ยงลูก ถ้าลูกไม่สบายเราก็จะขออาสาเฝ้าก่อน ขอดูแล หรือช่วงที่ลูกยังเล็กการเปลี่ยนผ้าอ้อม เช็ดก้น ป้อนนม เราผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันดูแลได้ ทำให้เราสามารถทำหน้าที่หลายๆ อย่างของแม่แบ่งเบาภาระช่วยชดเชยกันได้ "ที่สำคัญพ่อแม่ จะต้องมีความเสียสละ มีความอดทน และมีความทุ่มเท ซึ่งผมใช้คำว่าทุ่มเทสร้าง ทุกครั้งที่มีเวลา ทุกลมหายใจเข้าออกก็จะคิดถึงลูกรวมทั้งภรรยา มากกว่าความบันเทิงเริงรมย์ เลิกงานก็รีบกลับบ้าน การที่ไปเที่ยวพักผ่อนเป็นเรื่องลำดับท้ายๆ ที่มีบ้างก็หลังจากที่เราจัดการเรื่องต่างๆ ให้กับลูกเรียบร้อยแล้ว"
นพ.สุริยเดวบอกอีกว่า สิ่งสำคัญอีกประการในการดูแลประคับประคองครอบครัวของตนเอง คือ การเคารพในการตัดสินใจของกันและกัน ระหว่างสามีกับภรรยาไม่มีใครเป็นช้างเท้าหน้าหรือช้างเท้าหลัง เพราะทั้งเขาและเราต่างอยู่เพื่อเติมเต็มให้ครอบครัว ขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้ เพราะความสำคัญด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็สามารถจะทำหน้าที่ทดแทนกันได้ เช่น เวลาที่เขายุ่งผมก็สามารถจัดการของเขาได้ นอกเหนือจากนั้น แนวทางในการดูแลลูกควรเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ลูกเกิดความสับสนและกลายเป็นข้อขัดแย้งในครอบครัวได้
สำหรับในปัจจุบันนี้ครอบครัวซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลพัฒนาเด็ก กำลังประสบปัญหา โดยนพ.สุริยาเดว มองว่าปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 50% มากจากปัญหาครอบครัว และในบางประเด็นเกือบ 100% มาจากครอบครัวทั้งสิ้น รวมทั้งการเกิดครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หย่าร้าง ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการที่ไม่เข้าใจกัน ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายเข้าใจในบทบาทของตนเอง เช่น ผู้หญิงเป็นเพศอ่อนโยน รอบคอบ แต่อาจจู้จี้บ้าง ผู้ชายจะค่อนข้างหยาบกระด้าง จึงทำให้อาจจำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นรายละเอียดไม่ได้ แต่จะเข้มแข็งและมีวิจารณญาณในการสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ได้ก็ควรจะใช้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในเพศของตนผสมกลมกลืน น่าจะช่วยลดปัญหาสร้างความเข้าใจในครอบครัว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะลดลงไม่มากก็น้อย
ที่มา
ข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th
Update 17-12-50


แสดงความคิดเห็น