ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

สร้างพลังสุขแท้แก้เครียด

ให้หัวใจเบ่งบานทุกๆ วัน

 

 

 

          เวลาที่ตึงเครียดสุดๆ บางคนล้ม บางคนกัดฟันกรอด บางคนยิ้มแฉ่งสู้ไหว...

 

          การฝึกจิตในหลักทางศาสนาต่างๆ อาจเป็นเรื่องหนัก และยากที่คุณจะเลือกใช้ ทว่าถ้าชอบของกินง่ายย่อยง่าย ไม่ลองมองหาแรงบันดาลใจ และการบำบัดสไตล์คนรักสุขนิยมดูล่ะครับ

 

          นักปรัชญาชาวกรีกโบราณ อพิคิวรัส (Epicurus) ในฐานะบิดาแห่งแนวคิด "สุขนิยม" คนแรกๆ ของโลก และคนคุ้นเคยกับอพิคิวรัสที่สุดในฐานะต้นตอของคำว่า "Epicurean" ในภาษาอังกฤษ ซึ่งพจนานุกรมอังกฤษ - ไทยส่วนใหญ่แปลคำนี้ในแง่คำนามว่า "คนเจ้าสำราญ, คนชอบสนุก, คนฟุ้งเฟ้อ, ผู้มีรสนิยมสูง" และในแง่คำคุณศัพท์ว่า "ซึ่งรู้จักเสพสุขกับชีวิต" หรือ "ซึ่งอุทิศให้กับความหรูหราและพิถีพิถัน โดยเฉพาะการกิน"

 

          อันที่จริง วิถีชีวิตมีระดับ ดูเหมือนต้องใช้เงินซื้อทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารในภัตตาคารหรู นิตยสารสำหรับคนรวยรสนิยมสูง สปาหน้าด้วยทอง หรือทัวร์บนเรือสำราญ แต่หากลองศึกษาปรัชญาของอพิคิวรัสจริงๆ จะพบว่า อพิคิวรัสเชื่อมั่นในความสุขที่ยั่งยืนกว่านั้น เป็นความสุขชนิดที่สามัญชนไม่ต้องมีเงินมากก็สามารถเข้าถึงได้เพราะมันไม่ใช่สุขชนิดที่ทำให้เราเพลิดเพลินเพียงชั่วครู่ยามเท่านั้น คุณอาจมองหาหนทางสุขชั่วครู่ชั่วยามได้ หากแต่ต้องไม่ส่งผลเจ็บปวดในตอนท้ายอาทิ ช็อปปิ้งจนเป็นหนี้บัตรเครดิตสูง หรือกินเหล้าเมายาเสียการงาน

 

 

 

          หนทางสุขอย่างรอบคอบในกิจกรรมประจำวัน

 

          1. เดิน เดินนั้นช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและเผาผลาญพลังงานในระยะยาว หากคุณเดินติดต่อกันเกิน 30 นาที ถ้าคุณรู้เป้าหมายที่จะไป หนทางไม่ได้ไกลนัก และทำความเข้าใจกับประโยชน์ของมัน คุณก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบแย่งกันขึ้นรถเมล์ เรือหางยาวหรือรถไฟฟ้า ชมถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่องและผู้คนระหว่างทางบ้าง ผ่อนคลายกว่าเก่าเยอะเลย

 

          2. ออกกำลังกาย โฆษณาขายเครื่องออกกำลังกายในทีวี อาจส่งผลให้คนจำนวนหนึ่งเข้าสู่ช่องทางแห่งความสำเร็จได้ ทว่าหลายขั้นตอน ทำไมไม่เริ่มต้นที่ตัวเรา การออกกำลังกายทำได้โดยง่าย แค่เจียดเวลา 5-30 นาที เอาเท่าที่มีจริงๆ โดยใช้ท่าแอโรบิกพื้นฐานง่ายๆ ในห้องนอน ห้องทำงาน ห้องประชุม หรือสนามก็ตาม อย่าคิดหวังไปไกลเกินจริง ชนิดต้องปั่นจักรยาน ออกไปว่ายน้ำตีเทนนิส หรือปีนเขา ทำเท่าที่ทำได้ และไม่ต้องใช้การลงทุนทางการเงิน เวลา และกำลังมากนัก

 

          3. กินของดีมีประโยชน์ ถ้ามันไม่อร่อย ก็กินมันน้อยหน่อย แต่ให้มากกว่าปกติ หรือถ้ามันจะดีกว่า ตามใจตัวเองบ้าง คุ้กกี้ เค้กขนมไทย หรือ บุฟเฟต์มื้อใหญ่ที่ไม่กระเทือนกระเป๋าสตางค์นักก็ทำเถอะ ถ้ามันเป็นหนทางอย่างง่ายที่จะนำคุณเข้าสู่ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ให้ร้ายเป็นดี

 

          4. ซื้อของเข้าบ้าน ไม่ได้บอกว่าให้ช้อปปิ้งของหรูราคาแพง แต่การออกไปจ่ายตลาดหรือเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต จะช่วยให้คุณย้ายมโนภาพจากเรื่องงาน เรื่องรัก เรื่องเครียดอื่นๆ ไปสู่การทำดีกับตัวเอง ครอบครัว และการดำเนินชีวิต ผ่านการวางแผน ย้ำว่าต้องวางแผนสักหน่อยว่าที่บ้าน ขาดเหลือสิ่งใดบ้าง แล้วออกไปซื้อมา

 

          5. ทำงานบ้าน สังเกตไหมว่าหลายครั้งเราปล่อยให้หน้าที่การดูแลบ้านตกเป็นของลูกจ้าง หรือคนทำสวน ทำไม๊...ทำไมถึงไม่เคยลงมือทำมันด้วยตัวเองเลย ลองระลึกถึงความสุขครั้งล่าสุดหลังจัดและทำความสะอาดห้องนอนด้วยตัวเองสิ มันน่าภูมิใจมากแค่ไหน ที่ความเอี่ยมอ่องครั้งนั้น เป็นฝีมือคุณเอง นั่นยังไม่รวมประโยชน์ในแง่ ได้พบกับความทรงจำดีๆ จากรูปถ่ายในอัลบั้มหรือได้เจอของที่หายหัวไปนานแล้วในซอกตู้หรือดูนอกบ้านสิ ต้นไม้ ใบหญ้า แห้งผาด ไปรดน้ำเติมความชุ่มชื่นให้มันหน่อย เชื่อสิ...คุณจะได้ด้วย

 

          6. พบปะพูดคุยกับคน คนกลัวที่จะพูด ไม่ก็เกลียดการอธิบายหรือระบายออกเวลามีปัญหา ทว่า ถ้าเราหยุดมันไว้ก่อนจะคลี่คลาย บางทีความรู้สึกดีๆ จากการได้ไปเยี่ยมญาติสนิทมิตรสหาย หรือ ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนบ้าน จะทำให้คุณพบกับผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง วางมันลงเสียเถอะสมาร์ทโฟน โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ บอกกับคนด้วยเสียง สีหน้า และภาษากายว่าคุณจะแย่หรือจะดีขึ้นได้อย่างไร ขอแนะนำว่าถ้าถึงจุดพีคนักละก็ ขอให้คนนั้นเป็นคนที่เข้าใจคุณที่สุดที่จะร่วมพูดคุยด้วย

 

          7. อาบน้ำ ล้างหน้า ทำตัวเองให้ดูดี บางทีถ้าขี้เกียจไปสปา ไปร้านทำผม ทำเล็บ ก็นอนแช่อ่างอาบน้ำ หรือตากฝักบัวสักพักสิ อย่าให้ใครเขามาหลอกว่าการปรนนิบัติตัวเองต้องจ่ายแพงเสมอไป สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสุขแท้แบบไม่ฟุ้งเฟ้อ คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สำรวจใบหน้าผิวพรรณ และมองลึกลงไปข้างใน บอกกับตัวเองว่า เราดูดีแค่ไหน และจะผ่านทุกอย่างไปได้อีกครั้ง

 

          หลังจากนี้สุขจากข้างในของคุณจะเบ่งบาน และพาคุณไปยังจุดหมายปลายทางที่ดี ตลอดจนส่งต่อพลังดีๆ ไปยังคนรอบข้างด้วย

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

 

 

Update : 20-10-53

อัพเดทเนื้อหาโดย : กิตติภานันทร์ ลีจันทึก

 

แสดงความคิดเห็น