วันที่ชีวิตต้องเดินทาง……
การสัญจรของคนดนตรีสร้างสุข 21-23 พ.ย.50
หลากหลายใจหลายคนบนจุดนี้ตรงที่มีถนนคนค้นฝันให้เราแต้มเสริมแต่งเพื่อแบ่งปันหล่อความฝันเธอฉันเป็นหนึ่งเดียว
แพรวสุดา มุงคุณ
เก็บเอาบทกวีที่นางสาวแพรวสุดา มุงคุณ นักเรียนจากโรงเรียนสันติพิทยาสรรค์ อ.ผาขาว จ.เลย เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการดนตรีสร้างสุขสัญจรเขียนไว้ มาพูดถึงเพราะความประทับใจ เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ที่เดินทางไกลกว่า ๒๐๐ กิโลเมตรเพื่อมาเข้าค่ายดนตรีสร้างสุขสัญจร กระเป๋าที่พาดอยู่บนบ่าหนักเหนื่อยและทุลักทุเลสำหรับการเดินทางพร้อมกับเพื่อนๆ หกถึงเจ็ดที่มีใจรักเสียงเพลง เสียงดนตรี มีหัวใจดวงเดียวกัน ในมือหอบหิ้วเครื่องดนตรีที่ดนตรีถนัด แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นนักดนตรีมืออาชีพแต่สิ่งที่เห็นในแววตา คือ “โอกาส” ที่จะได้เข้าร่วมกิจกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงดนตรีในครั้งนี้
ผมนึกถึงคำพูดของสำนักพิมพ์หนึ่งที่จัดการประกวดหนังสือว่า “มากกว่ารางวัลคือ โอกาส” เช่นเดียวกันวันนี้ มากกว่า สิ่งของ มากกว่าสิ่งอื่นใดสำหรับเด็กๆ กลุ่มนี้ นั่นคือ โอกาสที่พึงได้รับ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กในชนบทจะได้รับโอกาสในการคิด การทำ การสร้างสรรค์ รวมไปถึงเวทีที่ให้แสดงออกแบบนี้ บทเพลงที่พวกเขาร่วมกันเขียน ทำนองที่ร่วมกันแต่ง เสียงร้อง เสียงประสาน ท่วงทำนองดนตรีที่คลอขับ เหมือนหนึ่งเสียงแห่งความสามัคคีที่หล่อหลอมพวกเขาให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ผมไม่อาจปฏิเสธน้ำตาที่เอ่อออกมาด้วยความปีติในยามที่เห็นพวกเขาร้องเพลงด้วยดวงใจบนเวที รอยยิ้มบนใบหน้า เสียงปรบมือจากผองเพื่อนนักเรียนในแต่ละที่ที่เดินทางไปสัญจร กว่า หากนับรวมกันทั้งสามโรงเรียนแล้วก็กว่า ๕,๐๐๐ คนทีเดียว เสียงปี่ภูไทที่นำมาเป่าคลอบทเพลงหวานซึ่งตรึงคนดูให้นิ่งฟังได้ราวกับพวกเขาคือ นักดนตรีมืออาชีพ
เสียงหวานไพเราะของน้องอุ๋ย “วรรณิการ์ เซ็นกลาง” นักเรียนชั้น ม. 6 จากโรงเรียนบ้านไผ่ ที่นำเอาบทกวี “ไหมแท้ที่แม่ทอ” ของกวีซีไรต์ ไพวรินทร์ ขาวงาม มาใส่ทำนองนั้นชวนให้นึกถึงแม่ นึกถึงความรักที่แม่มีต่อเรา ดังบทกวีตอนหนึ่งว่า
“แม่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตั้งใจนัก เรี่ยวแรงรักแม่ใช้เผื่อใฝ่ฝัน
อีกสาวไหมด้วยมือซื่อสัตย์นั้น ทั้งทอมันละเอียดละไมใช้เวลา
สื่อวิญญาณผ่านมือสู่เส้นไหม ถักเส้นใยแต่ละเส้นเป็นเนื้อผ้า
ตีนที่ใช้กระตุกกี่คือชีวา มือที่คว้ากระสวยวาดคือชีวิต
สักวันหนึ่งถึงไม่มีชีวิตแม่ ลูกที่แท้ก็ยังคงสืบต่อได้
แม่ก็ทอลูกก็ทอต่อเส้นใย ผ้าผ้าใหม่มีชีวิตจักต้องงาม”
นี่คือบทเพลงสร้างสรรค์ที่พวกเขาได้ร่วมกันคิด ตั้งแต่ครั้งเข้าร่วมค่ายดนตรีสร้างสุขภาวะโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ นั่นคือบรรยากาศของความสุข
เบื้องหลังของความสุข ผมได้เห็นความตั้งใจของการทำงาน หลังจากสัญจรออกจากโรงเรียนบ้านไผ่ ได้มีการประชุมสรุปงานเพื่อให้เห็นข้อดี ข้อด้อย ตรงนี้แหละที่ได้เห็นความมุ่งมั่นของหัวใจ ทุกคนเริ่มบอกจุดบกพร่องที่ตนเองยังไม่สามารถควบคุมให้ลงตัวได้ และสัญญาว่าพรุ่งนี้จะต้องทำให้ดีกว่าเดิม
มันไม่ง่ายนักที่จะฝึกฝนให้ทำงานให้เป็นระบบสำหรับเด็กและเยาวชนที่มาจากหลายโรงเรียนในเวลาอันสั้น อีกทั้งการสัญจรของคนดนตรี ไม่ใช่แต่เพียงเดินทางไปถึงแล้วขึ้นแสดงหน้าเวทีเพียงเท่านั้น แต่ทุกคนทุกชีวิตต่างต้องมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน ทั้งการจัดนิทรรศการดนตรีสร้างสุข การจัดเตรียมเวที ระบบเครื่องเสียง การเป็นพิธีกรบนเวที การจัดคิวการแสดง การจัดเตรียมอาหารว่าง เครื่องดื่ม การลงทะเบียน ทุกชีวิตทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งแม้จะดูไม่ลงตัวมากนักในการสัญจรที่โรงเรียนบ้านไผ่ แต่นั่นก็เป็นการทำงานที่เด็กๆ รับรู้และรับผิดชอบร่วมกัน หากแต่การแสดงผลเวทีได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างยิ่งนั้นได้นำความรู้สึกที่ดีมาสู่พวกเขาให้มีพลังใจที่จะทำงานต่อเพื่อฝ่าปัญหาเหล่านั้นไป
เมื่อมีหน้าที่ก็มีงานทำ เมื่อมีงานทำก็มีความรับผิดชอบ มีผู้นำในแต่ละกิจกรรม มีผู้ตามในแต่ละภาระที่ได้รับผิดชอบ ความสามัคคีจึงเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ชั่วเวลาเพียงสามวันสามคืนจึงเกิดมิติของความรักความผูกพันอย่างเป็นรูปธรรม และไม่ใช่ปัญหาสำหรับการจัดกิจกรรมดนตรีสัญจร
พลบค่ำในอุทยานแห่งชาติภูเวียง ภายใต้ดวงดาวหมื่นแสนล้านดวงใต้ท้องฟ้า จึงมีความหมายสำหรับการอยู่ร่วมกันเป็นคืนสุดท้าย กองไฟวิบวอมถูกก่อขึ้นหลังอาหารค่ำอย่างง่ายๆ
การพูดคุยกันเริ่มขึ้นโดยการเปิดใจ แสดงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม ทุกคนได้แสดงความคิดและความเห็น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของความสุขมีให้เห็นไม่เว้นระยะ มิตรภาพถูกก่อตัวขึ้นง่ายๆ โดยไม่รู้ตัว ทุกคนแม้เหน็ดเหนื่อย แต่เป็นการเหนื่อยที่มีความสุข เมื่อตนเองได้เป็นผู้มอบความสุขแก่เพื่อนในโรงเรียนต่างๆ ทั้งโรงเรียนบ้านไผ่ โรงเรียนภูเวียง ราวกับว่าตนเองเป็นศิลปินที่ออกเปิดการแสดง ทัวร์คอนเสิร์ตอย่างไรอย่างนั้น
ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของอากาศรอบอุทยานแห่งชาติภูเวียง แต่มิตรภาพนั้นกลับอบอุ่นมากกว่ากองไฟกองที่ก่อไว้ผิงแก้หนาวเสียอีก
“ครูคะ เป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะมาพบกันอีก อาจไม่ต้องทำงานก็ได้ เป็นแต่เพียงการพบกัน พูดคุยกัน หรือทำอะไรสักอย่างร่วมกัน” น้องอ้อม-อ้อมใจ วิยวรรณ นักเรียนชั้นม. 5 โรงเรียนสันติวิทยาสรรพ์ อ.ผาขาว จ.เลย เอ่ยเชิงหารือกับครูสมชัย ครูสัญญา และครูปริพนธ์(ไฝ สันติภาพ) ของเด็กๆ
“ใช่คะ หนูคิดว่ามันคงจะดีไม่น้อยหากเราได้ทำอะไรร่วมกันสักอย่าง มันจะไม่คุณค่าอะไรเลยหากเราไม่สานต่อในสิ่งที่เราทำมา หนูชอบบรรยากาศแบบนี้ ชอบที่จะทำงานร่วมกับเพื่อนๆ” น้องเรียม จากโรงเรียนเดียวกันให้ความเห็นเพิ่มเติม
เสียงเพลงที่เด็กๆ ร่วมกันร้องเมื่อตอนกลางวัน เรียกอารมณ์ผมให้หวานซึ้งและมีความรู้สึกร่วมกับบทเพลงนักแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำพูดซื่อๆ ใสๆ ที่ออกจากความรู้สึกที่บริสุทธิ์ผ่านน้ำเสียงที่เต็มตื้นไปด้วยความอาลัยเวลาที่กำลังพลัดพรากในวันคืนผ่านพ้นและเป็นที่แน่แท้ว่าหลังจากห้าโมงเย็นวันพรุ่งนี้ทุกคนต้องแยกย้ายจากกันไปเพื่อกลับสู่อ้อมกอดของพ่อแม่ที่เฝ้ารอคอยด้วยความห่วงใย หากแต่พวกท่านเหล่านั้นได้รับรู้ว่าลูกๆ เหล่านั้นได้เข้าร่วมกิจกรรมและเตรียมความพร้อมของชีวิต หาประสบการณ์นอกห้องเรียน นอกหลักสูตรที่ไม่ได้หาได้ง่ายๆ แล้ว ผมเชื่อแน่ว่าท่านคงภูมิใจไม่น้อย
พรุ่งนี้ที่โรงเรียนหนองเรือคือเวทีสุดท้ายของกิจกรรมดนตรีสร้างสุข ที่พวกเขาจะต้องทำร่วมกัน และจากการพูดคุยและปรับวิธีการทำงานร่วมกันแล้ว จึงเชื่อแน่ว่าไม่น่ามีปัญหาสำหรับพวกเขาที่ต้องจัดการให้ได้
นอกจากความสุขที่พวกเขาถ่ายทอดผ่านลีลา ท่าทางบนเวทีแล้ว ในค่ำคืนหลังจากการพูดคุยแบบพี่น้องรอบกองไฟแล้ว ทุกคนยังจะร่วมร้องเพลงของความรักร่วมกันอีกเป็นแน่ ผมเพียงแต่วาดภาพไว้ในใจ ก่อนที่จะพบว่าสิ่งที่วาดไว้กับสิ่งที่เห็นนั้นไม่ต่างกันแม้แต่น้อย
สามวันสามคืนที่ได้เรียนรู้ชีวิตด้วยกันผ่านเสียงเพลงสร้างสุข มิตรภาพที่ค่อยๆ ก่อขึ้นก็แน่นแฟ้น โดยทันทีที่ครูสมชัยบอกว่า เรายังจะมีกิจกรรมร่วมกันอีกแน่ โดยในวันที่ 19 เดือนมกราคม 2550 นี้ จะมีการจัดงานมหากรรมดนตรีสร้างสุขภาคอีสาน ที่สวนสาธารณะ 200 ปี บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น เสียงโห่ร้องดีใจของเด็กๆ ก็ดังก้องขึ้น เสียงนั้นเต็มไปด้วยความดีใจที่จะได้มาพบกันและทำกิจกรรมร่วมกันอีก คำว่า “เครือข่ายดนตรีสร้างสุข” จึงน่าจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในค่ำคืนนี้ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง แม้นว่าไม่มีการลงลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ แต่มันก็ได้ลงลายลักษณ์สลักจำในจิตใจและความรู้สึกของเด็กๆ รวมทั้งคุณครูของพวกเขาแล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น
ขอบคุณน้องเรียม น้องอ้อมใจ วิยวรรณ ผู้ถ่ายทอดความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเพื่อบอกและเตือนเพื่อนทุกคนว่า “เรายังจะทำอะไรที่สร้างสรรค์ด้วยกันอีกอย่างแน่นอน”
แม้นร่างกายเหน็ดเหนื่อย หัวใจเมื่อยล้า แต่ยังจะขอขอบคุณวันเวลาที่นำพาชีวิตมาผ่านพบและผูกพัน ขอบคุณโอกาสที่แสนดีและมิตรภาพที่แสนอุ่นที่จะอยู่ในใจตลอดไป…
ที่มา
ข้อมูลจาก : สัญญา พานิชยเวช แผนงานทุนอุปถัมภ์เชิงรุกด้านสื่อและกิจกรรมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.


แสดงความคิดเห็น