ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน

ชี้ดูแลควบคุมปัจจัยเสี่ยงช่วยได้

 

 

          โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน เกิดขึ้นจากผนังหลอดเลือดด้านในมีความเสื่อมหรือเกิดการอักเสบทำให้เกิดรอยแผลที่หลอดเลือดด้านในส่งผลทำให้มีการกระตุ้นสารประกอบในหลอดเลือด อันได้แก่ เกร็ดเลือด ไขมัน คอเลสเตอรอล ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงด้านในหนาตัวขึ้นจากการเกิดคราบไขมันและหินปูน ความยืดหยุ่นลดลง หลอดเลือดแข็งขึ้น มีหินปูนไปเกาะมากขึ้น ทำให้รูของหลอดเลือดแดงแคบลง ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างลำบาก

 

ซึ่งขบวนการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในหลอดเลือดทั่วทั้งร่างกาย แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะภาวะที่เกิดที่หลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งหมายถึงหลอดเลือดแดงที่แตกแขนงออกจากหลอดเลือดแดงใหญ่กลางลำตัวไปเลี้ยงทรวงอก แขน ช่องท้อง ไต แล้วแยกแขนงไปเลี้ยงขาทั้ง 2 ข้าง รวมทั้งน่องและปลายเท้า

 

          ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะดังกล่าว แบ่งเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้และปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ เช่น เบาหวาน การสูบบุหรี่ โดยปัจจัยทั้ง 2 ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน โดยเป็นการเพิ่มโอกาสเกิดโรคมากกว่าคนทั่วไปได้ถึง 4 เท่า ส่วนปัจจัยอื่นๆ อันได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ความดันโลหิตสูง โรคไต อ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง การไม่ออกกำลังกาย เป็นปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคมากกว่าคนทั่วไปได้อย่างละ 1 เท่า ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปัจจัยทางพันธุกรรมในคนที่มีประวัติโรคหลอดเลือดแดงอุดตันในครอบครัว อายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยพบว่าอายุที่ มากกว่า 50 ปี พบได้ประมาณ 5% หากอายุมากกว่า 65 ปี จะพบเพิ่มขึ้นถึง 12-20% เพราะผนังหลอดเลือดจะสูญเสียความยืดหยุ่นทำให้ผนังหลอดเลือดด้านในมีความเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น

 

          อาการขึ้นอยู่กับว่ามีการอุดตันที่ตำแหน่งใด และมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด หากเป็นในระยะแรกอาจมีอาการปวดน่อง ขา เวลาเดินไกลๆ (Claudication) แต่ถ้ามีการอุดตันอย่างรุนแรงก็จะมีอาการปวดแม้ขณะนั่งอยู่เฉยๆ นอกจากนี้ยังอาจพบปลายเท้าเย็น สีผิวหนังเปลี่ยนแปลงไป เช่น เป็นสีขาวๆ ซีดๆ บางครั้งกลายเป็นสีม่วงคล้ำ และหากเกิดบาดแผลที่เท้าจะเป็นแผลเรื้อรัง หายยาก มีโอกาสที่จะต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้ง เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงและทำให้เกิดเนื้อตาย พบว่ามีเพียง 1 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคนี้ที่มีอาการชัดเจน จากการศึกษาในคน 6,417 ราย ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน ได้แก่ อายุมากกว่า 70 ปี, คนเป็นเบาหวานที่อายุ 50-60 ปี, คนที่สูบบุหรี่มากกว่า 10 ซองต่อปี ตรวจพบการอุดตันของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (โดยใช้ค่า ankle brachial index 0.9 หรือน้อยกว่า) ทั้งสิ้น 1,865 ราย (คิดเป็น 29%) แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 11% เท่านั้นที่มีอาการชัดเจนของหลอดเลือดอุดตัน นั่นก็หมายความว่า มีจำนวนถึง 89% ของกลุ่มเสี่ยงที่เป็นโรคนี้แต่ไม่มีอาการ

 

          การตรวจหาการอุดตันของหลอดเลือดด้วย ABI (ankle-brachial index) เป็นวิธีตรวจที่มีความไวและความจำเพาะสูง ถ้าค่า ABI มีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.9 แสดงว่ามีการอุดตันของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย วิธีตรวจหาค่า ABI เราจะทำการวัดความดันโดยวัดความดันโลหิตที่แขนทั้ง 2 ข้าง และวัดความดันโลหิตที่ข้อเท้าทั้ง 2 ข้างบริเวณเส้นเลือดแดงพร้อมกัน

 

          ค่าปกติของค่า ABI มีค่าเท่ากับ 0.91-1.3 ถ้าค่า ABI เท่ากับ 0.9 หรือน้อยกว่าแสดงว่ามีการอุดตันของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ถ้าค่า ABI เท่ากับ 0.4 พบในรายที่มีการขาดเลือดไปเลี้ยงรุนแรง จากการอุดตันของหลอดเลือดแดง ถ้าค่า ABI มากกว่า 1.3 อาจบอกได้ว่ามีอาการหลอดเลือดแดงแข็งจากการมีแคลเซียมเกาะมาก

 

          จากการศึกษาในผู้หญิงเกือบ 1,500 ราย พบว่ากลุ่มที่มีค่า ABI น้อยกว่า 0.9 มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3.1 เท่า และความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น 3.7 เท่า ในระยะเวลา 4 ปี โดยทั่วไปถือว่าการมีหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตันจะเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ 4-6 เท่า

 

          จากการศึกษาใน Framingham ทำในผู้ชาย 251 คน ผู้หญิง 421 คน (อายุเฉลี่ย 80 ปี) พบว่าคนที่มีค่า ABI น้อยกว่า 0.9 มีความเสี่ยงต่อการเกิดสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราวเพิ่มขึ้น 13% และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์เพิ่มขึ้น 5% (adjusted hazard ratio 2.0)

 

          ปกติการหาค่า ABI จะทำในขณะที่ผู้ถูกตรวจอยู่ในขณะพัก แต่ถ้าผลออกมาปกติแต่ยังสงสัยว่ามีหลอดเลือดแดงอุดตัน เช่น มีการปวดน่องเป็นตะคริวเวลาเดินจนต้องหยุดเดิน แพทย์จะตรวจหาค่า ABI หลังการออกกำลังกาย ถ้าค่า ABI ลดลงมากกว่าหรือเท่ากับ 20% บ่งชี้ว่ามีหลอดเลือดแดงอุดตัน นอกจากนี้ยังมีวิธีตรวจหาการอุดตันของหลอดเลือดแดงอีกหลายวิธี ได้แก่ เช่น duplex Doppler ultrasonography magnetic resonance angiography (MRA) หรือ angiography

 

          วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งที่เป็น ถ้าอาการไม่มากจะใช้วิธีรับประทานยาป้องกันมิให้หลอดเลือดตีบตัน และปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เช่น การงดสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมเบาหวาน รักษาระดับความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือดให้เป็นไปตามเป้าหมาย กรณีที่มีการอุดตันมากจะใช้วิธีการถ่างขยายด้วยบอลลูน และอาจต้องใส่ขดลวดค้ำยันเพื่อดันคราบไขมันและหินปูนที่ผนังด้านในของหลอดเลือดออกไปให้แบนราบเพื่อเปิดทางให้มีเลือดไหลไปเลี้ยงอวัยวะนั้นๆ

 

          หากหลอดเลือดตีบอุดตันมาก หรือหลอดเลือดแข็งมากจนไม่สามารถถ่างขยายด้วยบอลลูนได้ ก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดที่เรียกว่า บายพาส โดยการนำหลอดเลือดของผู้ป่วยที่มีการไหลเวียนดีมาเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดส่วนต้นของการอุดตันกับส่วนปลายโดยบายพาส หรือเลี่ยงตำแหน่งที่อุดตัน

 

          แต่ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด หากไม่ดูแลควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นก็มีโอกาสเกิดการตีบอุดตันของหลอดเลือดแดงได้อีก

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

 

 

Update:11-06-53

อัพเดทเนื้อหาโดย : ณัฏฐ์ ตุ้มภู่

แสดงความคิดเห็น