ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

“มุมนมแม่” สร้างสายใยรักแห่งครอบครัว

เพิ่มในสถานประกอบการ ส่งผลให้ลูกดื่มจนครบ 6 เดือน

 

 

ในสมัยก่อนหญิงไทยต้องอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนเพื่อดูแลลูกและสามีหลังจากที่ทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไปวิถีชีวิตของคนในสังคมก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผู้หญิงสมัยใหม่จึงมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากการดูแลลูกที่เป็นหน้าที่หลักแล้วยังต้องทำงานนอกบ้านเพื่อช่วยสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวอีกแรงหนึ่ง ทำให้ทุกวันนี้คุณแม่ยุคใหม่ไม่ค่อยมีเวลาเลี้ยงลูกหรือให้นมลูกด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาอย่างต่อเนื่อง...

 

การจัดมุมนมแม่ในสถานประกอบการภายใต้โครงการสายใยรักแห่งครอบครัวจึงเกิดขึ้น ตามพระปณิธานของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ที่ทรงเห็นว่าการเลี้ยงดูลูกด้วยแม่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์แท้จริงระหว่างแม่กับลูก และเพื่อสืบสานพระปณิธานสังคมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไป 8 องค์กรภาคีที่ร่วมสนับสนุน จึงได้ลงนมนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนันสนุนการจัดสวัสดิ์การแรงงานการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานประกอบกิจการเพื่อส่งเสริมให้มีความยั้งยืนต่อไปในอนาคต

 

โดยนายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นรากฐานที่ดีของเด็ก ที่จะนำไปสู่ความสมบูรณ์ของร่างกาย ทั้งด้านสติปัญญาและอารมณ์ ซึ่งในส่วนของกระทรวงแรงงงานพร้อมที่จะสนันสนุนอย่างเต็มที่ เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น คือการสร้างสายใยแรกให้แก่ครอบครัว และจะพยายามสอดแทรกเรื่องมุมนมแม่เข้าไปหากมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าของสถานประกอบการ และนายเจ้าเพื่อให้เขามองเห็นถึงประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

 

“กลุ่มเป้าหมายที่กระทรวงแรงงานวางไว้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเจ้าของสถานประกอบการหรือนายจ้าง และกลุ่มลูกจ้าง โดยกลุ่มนายจ้างการดำเนินงานเป็นไปได้ง่ายอยู่แล้ว เพราะเรามีการพบเจอกันอยู่เรื่อยๆ หากมีการประชุมร่วมกับกลุ่มนายจ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม จะพยายามผนวกเรื่องมุมนมแม่เข้าไปพูดคุย และชี้ถึงผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องราวตรงนี้เราทำมาค่อนข้างนานจึงมีสถิติที่ชัดเจน เกี่ยวกับรายได้และการขาดลาของลูกจ้างหญิง หากเจ้าสถานประกอบการหรือนายจ้างได้เห็นสถิติที่เรามีข้อมูลอยู่เขาคงเข้าร่วมโครงการอย่างแน่นนอน ส่วนกลุ่มลูกจ้างคงไม่มีอะไรมากคงต้องผสานงานผ่านคณะกรรมการสวัสดิการและคุ้มแรงงานเพื่อช่วยให้ลูกจ้างสามารถเรียกร้องสิทธิและผลประโยชน์ได้”

 

นอกจากนนี้นายสมเกียรติ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การจัดตั้งมุมนมแม่ส่วนใหญ่จะได้รับความร่วมมือจากสถานประการที่มีขนาดใหญ่เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับมีความคุ้มค่า แต่สำหรับสถานประกอบการขนาดเล็กที่อาจจะมีลูกจ้างหญิงตั้งท้องเพียงแค่ 1-2 คน ก็อาจจะไม่คุ้ม ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมด้วย แต่หากมีการเรียกจากฝ่ายลูกจ้างมากขึ้น เชื่อว่าฝ่ายนายจ้างต้องเห็นถึงความสำคัญอย่างแน่นนอน

 

จากสถิติการหยุดงานกลุ่มลูกจ้างที่สถานประกอบการเข้าร่วมโครงการนี้ พบว่ากลุ่มแม่ที่สามมารถ “บีบ เก็บ ตุน” น้ำนมได้ลางานน้อยกว่า กลุ่มแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูกถึงร้อยละ 30 และจากรายงานของบริษัท แมรีกอท จิวเวลลี่ ประเทศไทย จำกัด เมื่อเปรีบเทียบการลาของสถิติหญิงที่ตั้งครรภ์ที่เข้าร่วมโครงการนี้ 14 คน พบว่า ลากิจ 14 วัน ลาป่วย 7 วัน ลาพักร้อน 13 วัน ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เข้าร่วมโครงการเพียง 3 คน ลากิจ 32 วัน ลาป่าย 34 วัน ลาพักร้อน 42 วัน ซึ่งมีความแตกต่างที่ชัดเจน

 

ด้านแพทย์หญิงศิริพร กัญชนะ ประธานศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนี้ว่า ตอนนี้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คนให้ความสนใจเพิ่มขึ้น จากการกระตุ้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา  5 ปี ที่ผ่านมา หลังจากการสำรวจขององค์กร UNICEF เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 พบว่าตัวเลขการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีเพียงร้อยละ 5.4 ซึ่งเป็นตัวเลขอันดับที่ต่ำสุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกและแปซิฟิค แต่ตอนนี้ตัวเลขล่าสุดที่องค์กร UNICEF สำรวจได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 29.6 เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินโครงการที่เห็นผลอย่างชัดเจน และจะกระตุ้นต่อไปเพื่อให้การเลี้ยงดูลูกด้วยแม่ในสังคมไทยมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆ หรืออาจกลายเป็นผู้นำวิวัฒนาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในแถบเอเซีย และเพื่อพัฒนาระบบมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการให้ได้มาตราฐานยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับพระปณิธานของพระเจ้าวรองค์เธอ พระองเจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ด้วย ที่ทรงตรัสไว้ว่า “นมแม่คือหยดแรกของสายใยรักแห่งครอบครัว”

 

จากผลสำเร็จที่ผ่านมาปัจุบันนี้มีสถานประกอบการเข้าร่วมทั้งหมด จำนวน 302 แห่ง และมีสถานประกอบการมุมนมแม่ต้นแบบได้มาตราฐาน 17 แห่ง นับว่าเป็นความสำเร็จที่คุ้มค่าทีเดียว เพราะสุดท้ายแม่และลูกคือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด

 

“มุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการ” จึงไม่ได้เป็นเพียงแต่การส่งเสริมด้านนโยบายขององค์กรเท่านั้น แต่เป็นการส่งเสริมโครงสร้างของสังคมไทยให้กลับมามีวิถีชีวิตเช่นอดีต แม้ในยุคนี้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ผู้หญิงต้องกลายมาเป็นช้างเท้าหน้าที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคไม่ต่างกับผู้ชาย แต่การสร้างสายใยรัก การสร้างความผูกพันธ์ของคนในครอบครัว ก็ไม่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย “มุมนมแม่” คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้

 

น้ำนมแม่หนึ่งหยดมีค่ากว่าการให้ชีวิต เพราะแม่คือผู้ให้โดยไม่หวังตอบแทนใดๆ...

 

ประมวลภาพบรรยากาศ

 

 

 

 

 

เรื่องโดย : อาทิตย์ ด้วนเกตุ Team content www.thaihealth.or.th

 

 

Update : 29-01-53

อัพเดทเนื้อหาโดย : อาทิตย์ ด้วนเกตุ

 

แสดงความคิดเห็น