ใช้เหตุการณ์จริงในชีวิต สอนธรรมะลูก
ปลูกความดี สร้างคุณธรรมในใจเด็ก

เนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนาทั้งวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา จึงขอหยิบยกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังเรื่องธรรมให้แก่ลูกได้ตั้งแต่ยังเล็กมา
โดย นพ.
ยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ลูกจะเลียนแบบผู้ใหญ่ในบ้าน เด็กจะเรียนรู้ทั้งการดู และการฟัง บางครั้งผู้ใหญ่ขับรถผิดกฎจราจร พอโดนตำรวจเรียกก็แอบให้เงินตำรวจต่อหน้าลูกเขาก็เรียนรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะคนที่เขารักที่สุดทำให้เห็นซะขนาดนั้น
เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรกับเขา เขาก็จะใช้วิธีเดียวกันนี้ในการแก้ปัญหาไปด้วย
นั่นก็คือ เมื่อแม่ปูเดินเบี้ยว ลูกปูก็จะเดินเบี้ยวตามไปด้วย คุณหมอพูดถึงเรื่องธรรมว่าเกี่ยวข้องกับคำว่า "บวร" บ คือ บ้าน, ว คือ วัดร, ร คือ โรงเรียน ทั้งสามส่วน มีส่วนอย่างยิ่งต่อการปลูกฝังให้เด็กเติบโตขึ้นไปในสังคมอย่างมีธรรมอยู่ในใจ
ภายในบ้าน มีพระพุทธอยู่ในบ้าน พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักการไหว้พระ สวดมนต์ก่อนนอน ชวนลูกใส่บาตร หรือพาไปลูกไปวัดเมื่อมีโอกาส พอไปโรงเรียน ก็มีการสวดมนต์ขณะเข้าแถว และมีการเรียนการสอนเรื่องพุทธศาสนา ก็เป็นการปลูกฝังเด็กๆ ไปด้วย
และเมื่อมีโอกาสไปวัดก็ควรได้ให้ลูกสัมผัสกับพระสงฆ์ และพิธีกรรมต่างๆ ภายในวัด รวมถึงการฟังเทศน์ฟังธรรมตั้งแต่เล็ก เพื่อให้เขาเกิดความคุ้นชินกับศาสนา จากนั้นเมื่อมีโอกาสในทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวันก็สามารถสอดแทรกเรื่องธรรมให้กับลูกได้ตลอดเวลา และอาจชวนลูกคุยไปด้วย จะได้รู้ว่าลูกคิดอะไร
จึงได้หยิบยกเหตุการณ์จริงเหตุการณ์หนึ่งที่ชอบหยิบมาพูดถึงเสมอๆ เพราะมีคติสอนใจที่ดียิ่งสำหรับพ่อแม่และผู้ใหญ่อย่างเราๆ กันเป็นอย่างดี
เรื่องมีอยู่ว่า เด็กหญิงวัยประถมต้นคนหนึ่งได้เห็นเหตุการณ์ที่มีเด็กชายสองคนทะเลาะกัน และระหว่างนั้นเด็กชายคนแรกพลาดพลั้งทำกระจกแตก เมื่อคุณครูมาพบ และถามว่าใครเป็นคนทำกระจกแตก เด็กชายคนแรกซึ่งเป็นคนทำแตก ก็ชี้ไปที่คู่กรณีแล้วบอกว่าเด็กชายคนที่สองเป็นคนทำ
เด็กชายคนที่สองซึ่งเป็นเด็กเรียบร้อย และรู้ว่าเด็กชายคนแรกเป็นเด็กเกเร ไม่อยากมีเรื่องก็เลยทำเฉย จึงถูกคุณครูลงโทษมากกว่า แต่แล้วเด็กหญิงผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์มาตลอด ก็ทนไม่ได้จึงบอกความจริงกับคุณครูทำให้คุณครูลงโทษเด็กชายคนแรกเพิ่มโทษฐานโกหกด้วย
เรื่องไม่จบเพียงเท่านั้นค่ะเพราะพอเลิกเรียน เด็กชายคนแรกไปดักเจอเด็กหญิง แล้วต่อยหน้าเด็กหญิง พร้อมกับต่อว่าว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้วมายุ่งทำไม เด็กหญิงร้องไห้ตาปูดกลับบ้าน เล่าให้แม่ฟัง แม่ก็บอกว่า "แล้วไปยุ่งเรื่องคนอื่นทำไม วันหลังอย่าไปยุ่งกับเรื่องคนอื่นอีกนะลูก" พร้อมกับทำแผลให้ลูกไปด้วย
แล้วคุณคิดว่าเด็กหญิงคนนี้จะเป็นอย่างไร..!! ก็ในเมื่อเธอเชื่อว่าสิ่งที่เธอทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คือการพูดความจริง แต่ผลของการพูดความจริงกลับทำให้เธอเจ็บตัว หนำซ้ำยังโดนคุณแม่ต่อว่าอีกต่างหาก แล้วครั้งต่อไปเล่า?
เธอคงไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่น และไม่กล้าที่จะพูดความจริงแม้จะเห็นเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตาก็ตาม กระนั้นหรือ...!
แล้วถ้าคุณเป็นพ่อแม่ของเด็กหญิงคนนี้ล่ะ คุณจะทำอย่างไร? คุณหมอวิทยา พูดถึงประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจว่า คนเป็นพ่อแม่ต้องมีการจัดการที่ดี
กรณีถ้าเป็นพ่อแม่ของเด็กหญิง
ต้องพูดคุยกับลูกว่าหนูกล้าหาญมาก เป็นคนดี และไม่ดูดายเมื่อได้เห็นเหตุการณ์และไม่ยอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือการรู้จักว่าจะบอกคุณครูอย่างไร ที่จะไม่ถูกทำร้ายด้วย เช่น แอบไปบอกคุณครูก็เป็นหนทางหนึ่ง รวมถึงการหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับเด็กชายคนแรก
สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ควรทำก็คือ อย่าต่อว่าลูก เพราะนอกจากลูกเจ็บตัวแล้ว เขายังเสียใจที่ถูกคุณพ่อคุณแม่ตำหนิอีกด้วย ทั้งที่สิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และอาจจะเป็นการหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นไปแบบสนใจแต่ตัวเอง หรือกลายเป็นเด็กเห็นแก่ตัวไปซะ ในทางกลับกันควรชื่นชมและให้กำลังใจในการทำดี
กรณีถ้าเป็นพ่อแม่ของเด็กชายคนแรก
น่ากังวลไม่น้อย เพราะเด็กที่มีพฤติกรรมเกเร ทำกระจกแตก แล้วก็ใส่ร้ายเพื่อน หนำซ้ำยังต่อยเพื่อนผู้หญิงด้วย แสดงว่าโดยพื้นนิสัยเป็นเด็กเกเรทีเดียว และเด็กส่วนใหญ่ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว มักจะมีปัญหาทางด้านครอบครัวไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เด็กประเภทนี้ คนเป็นพ่อแม่และผู้ใกล้ชิดเด็กต้องใช้พลังมากกว่าปกติ และอย่าใช้ความรุนแรงกับเด็กประเภทนี้โต้ตอบ เพราะจะทำให้เขามีทัศนคติจะไม่ทำสิ่งที่ดีอีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร เขาก็จะคิดว่า ก็จะต้องถูกตำหนิอยู่แล้ว
สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ควรทำ ก็คือ พูดคุยด้วยเหตุผล หรือถ้าเด็กประเภทนี้ไม่ได้ใกล้ชิดพ่อแม่ ก็ต้องให้ผู้ที่ใกล้ชิดให้ความรักกับเด็กประเภทนี้มากๆ เพราะเด็กขาดรัก ถ้าเขาได้รับความรัก หรือวางใจใครแล้ว เขาจะเชื่อฟัง และจะพยายามปรับตัว เด็กประเภทนี้ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ โดยอาจจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าหนูเป็นแบบนี้ ในอนาคตจะเป็นอย่างไร และยกตัวอย่างสิ่งเกิดขึ้นกับเด็กที่ทำตัวแบบนี้สุดท้ายในอนาคตจะเป็นอย่างไร
กรณีถ้าเป็นพ่อแม่ของเด็กชายคนที่สองก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน เพราะเด็กชายประเภทนี้จะเรียบร้อยเก็บตัว ถ้าเขาถูกกระทำ และเห็นว่ามีเพื่อนพูดความจริงเป็นคนดีก็ถูกกระทำไปด้วย เขาอาจกลายเป็นเด็กกลัวสังคมไปเลยก็ได้
สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ ก็คือ อธิบายให้เขาเข้าใจว่า อาจมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ ลูกไม่ตอบโต้น่ะดีแล้ว แต่ลูกก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ด้วย หรือไม่อย่างนั้นลูกก็ต้องบอกความจริงกับคุณครู เพราะถ้าลูกกลัวเพื่อน เพื่อนก็จะรู้จุดอ่อนข้อนี้ ก็อาจจะต้องถูกเพื่อนรังแกตลอดไป รวมถึงให้ไปขอบคุณเด็กหญิงที่พูดความจริง เพราะช่วยปกป้องเขาเอาไว้ ซึ่งควรเอาเป็นแบบอย่าง ทั้งที่เป็นเด็กผู้หญิงก็มีความกล้าหาญ
แล้วเด็กทั้งสามคนนี้จะเติบโตขึ้นไปเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่พ่อแม่ของพวกเขาแล้วล่ะค่ะ
นอกจากนี้ คุณหมอวิทยายังพูดถึงพฤติกรรมของเด็กเมื่อถูกกระทำจะมีทางออกที่เลือกอยู่ 3 ประการ
หนึ่ง - เป็นบวก สามารถหลบเลี่ยงจากการถูกทำร้ายได้ สามารถทำให้เด็กนิ่งได้ ไม่ตอบโต้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว
สอง - เป็นศูนย์ ไม่อยากมีเรื่อง เลือกที่จะอยู่นิ่งได้
สาม - เป็นลบ ก็คือการชกกลับ ประเภทตาต่อตา ฟันต่อฟัน
พ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะให้ลูกมีทางเลือกในสถานการณ์ที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเลือกข้อใดข้อหนึ่งตลอด แต่บางสถานการณ์ก็เลือกข้อใดข้อหนึ่งต่างจากอีกสถานการณ์ก็ได้ เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องสอนให้เขาได้เรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ โดยอาศัยเรื่องธรรมเข้ามาอบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดีด้วย
เชื่อเถอะค่ะ หลายเรื่องในชีวิตประจำวันของเรา สามารถสอดแทรกเรื่องราวการทำความดี หรือการสอนเรื่องธรรมให้กับลูกได้ โดยเลือกผ่านสถานการณ์จริงในชีวิตนี่แหละค่ะ แต่อย่าลืมเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนนะคะ
ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ
Update 12-07-52
อัพเดทเนื้อหาโดย : กันทิมา ลีจันทึก


แสดงความคิดเห็น