ข้ามสู่เนื้อหาหลัก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ Thaihealth.or.th

รวมลิงก์ตัวช่วยเหลือการเข้าถึงเว็บไซต์

  • ตัวช่วยเหลือการเข้าถึงเว็บไซต์
  • กล่องค้นหาในเว็บไซต์
  • ไปยังเนื้อหาหลัก
  • ไปยังเมนูหลัก
  • ไปยังด้านบนสุด
  • แผนผังเว็บไซต์ Sitemap

ส่วนของสมาชิก

  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
คลิกที่นี่เพื่อต้องการปิดส่วนของเข้าระบบ

บัญชีผู้ใช้

ช่องที่มีเครื่องหมาย * หมายถึงช่องที่จำเป็นต้องกรอกข้อมูล
ข้อมูลเข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • ลืมรหัสผ่าน
กด ESC หรือปุ่ม ปิด เพื่อปิดหน้าต่างนี้

เมนูหลัก

  • สาระสุขภาพ
    • เกาะติดสถานการณ์
    • ก้าวทันกระแส
    • สำนักข่าวสร้างสุข
    • สร้างสุขกับ สสส.
    • ข่าวสุขภาพ
    • บทความ
    • เคล็ดลับคนดังสุขภาพดี
    • เกร็ดความรู้
    • โพลสุขภาพ
    • เว็บบอร์ดสร้างสุข
  • เพื่อนสร้างสุขภาวะ
    • ภาคีบอกข่าว
    • เรื่องเล่าจากภาคี
    • แนะนำภาคี
    • รอบรู้เรื่องโครงการ
    • มัลติมีเดีย
    • แนะนำสื่อ
    • แกลลอรี่
    • บล็อก
    • รอบรู้สุขภาพโลก
  • เกี่ยวกับเรา
    • รู้จัก สสส.
    • คุยกับผู้จัดการ
    • ประกาศทั่วไป
    • ประกาศเรื่องทุน
    • ปฏิทินกิจกรรม
    • เสนอโครงการออนไลน์
    • ติดต่อสำนักงาน
    • แบบฟอร์มสมัครงาน
    • ระเบียบคำสั่ง

ขณะนี้คุณอยู่ที่:

  • หน้าแรก
  • สาระสุขภาพ
  • เว็บบอร์ดสร้างสุข
  • บอร์ดสนทนา
  • อยากได้ข้อมูล สถิติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทย 2550 - 2551 จะไปสืบค้นจากที่ไหน/ขอใครได้บ้าง

อยากได้ข้อมูล สถิติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทย 2550 - 2551 จะไปสืบค้นจากที่ไหน/ขอใครได้บ้าง

โดย สิริอรผสมทรัพย์ | วันที่ 25 มิถุนายน 2552

สถิติผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ในประเทศไทย 2550 - 2551

 จะไปสืบค้นจากที่ไหน/ขอใครได้บ้าง

ขอความกรุณาช่วยแนะนำด้วย จะทำ อวช จาก sirion_700@hotmail.com

‹ เผยแพร่ความรู้ให้กับนักเรียน การรับสมัครสอบนิติกร ›

ป้ายคำ

  • บอร์ดสนทนา

แบ่งปันให้กับเพื่อน

  • อ่าน 733 ครั้ง

#1 สถิติโรคเบาหวานจังหวัดเชียงใหม่

โดย duangthida | วันที่ 28 มกราคม 2553 13:23:07

อยากได้สถิติโรคเบาหวานของจังหวัดเชียงใหม่

 

เอาไปทำโครงการได้ไหมค่ะ

 

ขอบคุณค่ะ

#2 ขอบคุณค่ะ

โดย sirion | วันที่ 6 มกราคม 2553 18:47:25

ขอบคุณทุกท่านมากค่ะที่กรุณาให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่ดิฉัน

#3 เพิ่มเติม

โดย skyjaja | วันที่ 26 มิถุนายน 2552 12:35:57

มีเนื้อหาที่ทาง www.thaihealth.or.th หาเพิ่มเติมมา ลองดูนะค่ะว่าตรงกับความต้องการหรือไม่

 

 

 

          ความดันโลหิตสูง : ภัยมืดใกล้ตัวที่น่ารู้จัก

 

 

 

             ความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญมากอย่างหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากคนที่เป็นโรคนี้ส่วนมากมักไม่มีอาการหรืออาการแสดงในระยะแรก แต่มักมีอาการหรืออาการแสดงเมื่อโรคเป็นมากหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายเกิดขึ้นกับ หัวใจ ตา ไต และสมอง เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาดทำให้มีผลกระทบทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว

 

ความหมายของความดันโลหิตสูง

 

             ความดันโลหิตสูง (hypertension)หมายถึงค่าความดันโลหิตตัวบนเท่ากับหรือสูงกว่า 140 มม.ปรอท และค่าความดันโลหิตตัวล่างเท่ากับหรือสูงกว่า 90 มม.ปรอท

 

             สำหรับผู้สูงอายุ 50 - 60 ปีขึ้นไปมีความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 45 โดยมีค่าความดันโลหิตตัวบนเท่ากับหรือสูงกว่า 160 มม. ปรอท และค่าความดันโลหิตตัวล่างเท่ากับหรือสูงกว่า 95 มม.ปรอท เนื่องจากผู้สูงอายุมีความเสื่อมของหลอดเลือดแดง เรียกว่า ความดันโลหิตสูงซีสโตลิค (systolic hypertension)

 

             การวัดความดันโลหิตให้ได้ค่าที่ถูกต้อง ควรวัดเมื่อผู้ถูกวัดได้พักอย่างน้อย 5 นาที เพื่อให้เกิดการผ่อนคลาย หรือวัดหลังจากรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ อย่างน้อย 30 นาที

 

อาการของความดันโลหิตสูง

 

             อาการของความดันโลหิตสูงโดยทั่วไปได้แก่ มีเลือดกำเดาออก ปวดศีรษะโดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน มึนงง ตาพร่ามัว

 

การรักษาความดันโลหิตสูง

 

             การรักษาความดันโลหิตสูงคือการรักษาให้ความดันโลหิตมีค่าต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับอวัยวะที่สำคัญ คือ หัวใจ ตา ไต และสมอง

 

การรักษาความดันโลหิตสูง แบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 วิธี คือ

             1.การรักษาโดยไม่ใช้ยา ได้แก่

             1. ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วน

             2.จำกัดเกลือหรืออาหารรสเค็ม โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการบวม

             3. ออกกำลังกายให้พอเหมาะกับสภาพของร่างกายแต่ละบุคคล อย่าออกกำลังกายมากเกินไป

             4. งดหรือลดการดื่มสุรา ไม่ควรดื่มสุราเกินวันละ 2 ออนซ์ หรือ 60 มล.

             5. ผ่อนคลายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

             6. พักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

2.การรักษาโดยใช้ยา ผู้ป่วยจะได้รับยาลดความดันโลหิตสูงเมื่อการปฎิบัติตนโดยไม่ใช้ยาไม่สามารถควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงได้ หรือผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงมากตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับการตรวจพบว่ามีความดันโลหิตสูง

 

การดูแลรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

 

             แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ได้แก่ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากประวัติส่วนตัว ประวัติครอบครัว การรักษาและยาที่ได้รับ ผลการตรวจทางห้องทดลองและการตรวจพิเศษ อาการและอาการแสดง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหาปัญหาของผู้ป่วยและวางแผนการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

การประเมินปัญหา

 

1. ข้อมูลจาการซักถาม (subjective data) ได้แก่

             1.  ประวัติของผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง ได้แก่ ประวัติเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด สมอง ไต โรคไทรอยด์ เบาหวาน เชื้อชาติ วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย วัยสูงอายุ การตั้งครรภ์ อุปนิสัยในการรับประทานอาหารไขมันและอาหารเค็ม ปัจจัยทางด้านสังคมด้านจิตใจโดยเฉพาะภาวะเครียด ปัจจัยเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง การออกกำลังกาย ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา

             2.  ประวัติการได้รับยา คือข้อมูลเกี่ยวกับเคยได้ยาลดความดันโลหิตสูง หรือเคยได้ยาซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดความดันโลหิตสูงตามมา

             3.  ประวัติเกี่ยวกับอาการทั่วๆไป เกี่ยวกับอาการมึนงง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และเลือดกำเดาออก

             4. ประวัติเกี่ยวกับการหายใจลำบากเมื่อออกแรง

             5. ประวัติเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เช่นอาการใจสั่นเมื่อออกแรง

             6.  ประวัติเกี่ยวกับการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน

             7.   ประวัติเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ตาพร่ามัว อาการชา และปวดศีรษะโดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน

2 . ข้อมูลจากการตรวจพบ (objective data) ได้แก่

             2.1 ค่าความดันโลหิตเท่ากับหรือมากกว่า 140/90 มม.ปรอท บวมที่ปลายมือปลายเท้า การเปลี่ยนแปลงที่หลอดเลือด retina เสียงการเต้นของหัวใจผิดปกติ ชีพจรส่วนปลายเบาหรือไม่มี

             2.2 กล้ามเนื้อหดเกร็ง

             2.3 ผลการตรวจเลือดผิดปกติ สิ่งที่ตรวจหา เช่น electrolyte , BUN, creatinine , glucose , cholesterol , triglyceride เป็นต้น

             2.4 ผลการตรวจปัสสาวะผิดปกติ

             2.5 ผลการตรวจรังสีทรวงอก พบหัวใจโต หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ออกจากหัวใจ (aorta)ขยายใหญ่ขึ้น

             2.6 ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พบหัวใจห้องล่างซ้ายขยายใหญ่ขึ้น

 

การวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing Diagnosis)

การวินิจฉัยทางการพยาบาลโดยทั่วๆไปมีดังนี้

 

             1.   มีความพร่องในการดูแลสุขภาพตนเองเนื่องจากขาดความรู้เกี่ยวกับโรค ภาวะแทรกซ้อนของโรค ยาและการปฏิบัติตนที่ถูกต้องเหมาะสม

             2.   วิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูง (เช่น ผลแทรกซ้อนจากการได้รับยาลดความดันโลหิตในผู้สูงอายุ เป็นต้น )

             3.    วิตกกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการดำรงชีวิตประจำวันจากปกติเดิม

             4. มีอาการปวดศีรษะ

             5.  มีความผิดปกติเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์จากการใช้ยาลดความดันโลหิต

             6.  มีปัญหาทางเศรษฐกิจเนื่องจากภาวะโรคเรื้อรัง / ยาราคาแพง / ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ

             7.    มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากมีภาวะโรคเรื้อรัง

             8.    มีปัญหาเกี่ยวกับผู้ให้การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน

 

การพยาบาลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

การพยาบาลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงโดยทั่วไปมีดังนี้

 

1. แนะนำ ส่งเสริม และดูแลสุขภาพโดยทั่วไป เพื่อป้องกันและควบคุมไม่ให้ประชาชนเกิดโรคความดันโลหิตสูง หรือถ้ามีความดันโลหิตสูงก็มีความรู้เพียงพอที่จะปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสม เช่น

             1. ตรวจวัดความดันโลหิตให้แก่ประชาชนที่มาตรวจร่างกาย เพื่อตรวจสอบว่ามีความดันโลหิตสูงหรือไม่

             2.  ตรวจหาปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ

             3.     ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงแก่ประชาชน ได้แก่

                          กระตุ้นให้สนใจหาความรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

                          สร้างสุขนิสัยหรือมีพฤติกรรมป้องกันความดันโลหิตสูง ได้แก่

                          อย่าให้อ้วน เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดความดันโลหิตสูง ต้องสร้างสุขนิสัยไม่บริโภคมากเกินโดยเฉพาะการรับประทานเนื้อสัตว์ ไขมันอิ่มตัว และอาหารที่มีรสเค็มจัด ผู้บริโภคมังสวิรัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงน้อยกว่าผู้บริโภคเนื้อสัตว์ จากการวิจัยพบว่าถ้าคนอ้วนลดน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม ความดันโลหิตจะลดลง 2.5 มม.ปรอท

                          ออกกำลังกายให้ถูกต้องเพียงพอโดยสม่ำเสมอ

                          การฝึกจิตไม่ให้เครียดโดยการเจริญสติ เจริญสมาธิ มีความเมตตา ไม่โกรธหรือวู่วาม ช่วยลดการเป็นความดันโลหิตสูงได้

                          งดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดรัดตัวทำให้หลอดเลือดตีบ

                          งดการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ ทำให้ความดันโลหิตสูง หัวใจวาย และเป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย

2การพยาบาลผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเล็กน้อยถึงปานกลางซึ่งคนกลุ่มนี้จะรักษาตัวที่บ้านด้วยการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับภาวะโรคโดยไม่ต้องใช้ยาหรือใช้ยาร่วมด้วย

             2,1 ถ้าได้รับการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาพยาบาลจะให้คำแนะนำการปฏิบัติตนดังกล่าวมาแล้วแนะนำให้มาตรวจร่างกายและวัดความดันโลหิตตามหลักการจัดระดับของความดันโลหิตสูง แบบ 4 ระดับ (Four stages) ซึ่งเป็นเกณฑ์สำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ ดังนี้

 

ระดับของ             Systolic (มม.ปรอท)     Diastolic (มม.ปรอท)                               คำ แนะนำ

ความดันโลหิต

ปกติ(Normal)                 <130                             <85                            ควรมาพบแพทย์ตรวจร่างกาย ทุก1 ปี

สูงกว่าปกติ                  130 - 139                      85 - 89                          ควรมาพบแพทย์ตรวจร่างกายทุก 6 เดือน

(High normal)

ระดับที่1(Stage1)       140 - 159                      90 - 99                          มาพบแพทย์ทุก 2 เดือน

ระดับที่2(Stage2)       160 - 179                    100 - 109                       มาพบแพทย์ทุกเดือน

ระดับที่3(Stage3)       180 - 209                    110 - 119                       มาพบแพทย์ทุกสัปดาห์

ระดับที่4(Stage4)            >210                            >120                         มาพบแพทย์ทันที

             2.2  ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยา พยาบาลต้องอธิบายให้ผู้ป่วยตระหนักถึงการรับประทานยาและมารับยาไปรักษาโดยสม่ำเสมอ เพราะอาจต้องปรับขนาดของยาหรือเปลี่ยนชนิดของยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะในช่วงแรกของการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดพยาธิสภาพมากขึ้นโดยเฉพาะภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้ต้องให้ข้อมูลและใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลกับผู้ป่วยจนเกินไป

3.  ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ หรือผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง จะต้องเข้ารับ การรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจทางห้องทดลองและการตรวจพิเศษ ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (chest x-ray) เจาะเลือดเพื่อตรวจหาค่า BUN, creatinine เพื่อประเมินหน้าที่ของไต ตรวจหา cholesterol และtriglyceride เพื่อประเมินการเกิดภาวะตีบตันของหลอดเลือด และการตรวจเพื่อหาสาเหตุของความดันโลหิตสูง ได้แก่ electrolyte ระดับน้ำตาลในเลือด และตรวจปัสสาวะ

4. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง มีดังนี้

             1.วัดความดันโลหิตทุก 1-2 ชั่วโมง หรือบ่อยกว่านี้ตามความจำเป็น

             2. ให้ยาลดความดันโลหิตทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา ซึ่งยาจะลดความดันโลหิตเร็วมาก จึงอาจต้องวัดความดันโลหิตทุก 5 นาที และตรวจวัดสัญญาณชีพเพื่อประเมินการรักษาด้วยยา

             3. ตรวจร่างกาย เน้นระบบประสาท ได้แก่ ประเมินระดับความรู้สึก โดยดูจากขนาดและปฏิกิริยาต่อแสงของรูม่านตา การเคลื่อนไหวของแขน ขา ตรวจปฏิกิริยาตอบสนองของกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ตรวจหัวใจ ปอด และไต เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความดันโลหิตสูงรุนแรง เช่น ปอดบวม (pulmonary edema) หัวใจวาย หัวใจขาดเลือด และไตวาย เป็นต้น

             4. ประเมินอาการปวดศีรษะว่ามีหรือไม่ มีอาการตั้งแต่เมื่อไร อะไรเป็นสาเหตุส่งเสริม เพื่อพิจารณาให้การแก้ไข เช่น แก้ไขภาวะเครียดโดยการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด พูดคุย ตอบข้อซักถามด้วยความเต็มใจ จัดสภาพแวดล้อมให้เงียบสงบ วางแผนร่วมกับผู้ป่วยในการดูแลจิตใจให้สงบ ให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดช่วยร่วมวางแผนการดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะการช่วยเหลือให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยมีความวิตกกังวลมาก อาจต้องใช้ยากล่อมประสาทตามแผนการรักษา เป็นต้น

5. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงในระยะเรื้อรัง มีดังนี้

             5.1 การควบคุมอาหารเค็ม อาหารไขมัน และอาหารที่ให้พลังงานสูง กล่าวคือ

                          แนะนำให้ผู้ป่วยลดหรืองดรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ไข่เค็ม ของหมักดอง อาหารรสเค็มต่างๆ อาหารกระป๋องซึ่งมักจะมีส่วนผสมของโซเดียม อาหารเคี้ยวกรอบที่มีรสเค็ม หลีกเลี่ยงการใช้สารอาหารและยาที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ ผงชูรส (monosodium glutamate) รวมทั้งเครื่องปรุงรสของบะหมี่สำเร็จรูป ผงกันบูด(sodium benzoate) สารกันเชื้อราในขนมปัง (sodium propionate) สารใส่ไอสครีมให้เหนียว (sodium alginate) ผงฟูในการทำเค็กหรือขนมปัง (sodium bicarbonate) สารใส่ผลไม้กระป๋องให้คงสีธรรมชาติ (sodium sulfite) ยาโซดามินท์ เป็นต้น เกลือ 1 กรัม มีโซเดียม 17.1 มิลลิอีควิวาเลนท์ และเกลือ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2.3 กรัม หรือ 100 มิลลิอีควิวาเลนท์ สำหรับอาหารที่รับประทานประจำวันโดยทั่วไปมีปริมาณเกลือ 10 – 20 กรัม จากปริมาณนี้ เกลือประมาณ 2/3 พบในอาหารตามธรรมชาติ ส่วนอีก 1/3 เป็นเกลือที่เพิ่มขึ้นจากการปรุงอาหาร จากการศึกษาพบว่าถ้าลดปริมาณการบริโภคเกลือจาก 10 กรัม ลงเหลือ 5 กรัมต่อวัน จะสามารถลดความดันโลหิตได้ถึง 10 มม.ปรอท

                          ควบคุมอาหารไขมัน โดยใช้น้ำมันพืช น้ำมันพืชที่มีกรดไลโนลิอิคสูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว เป็นต้น แต่ไม่ควรใช้น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาลม์เพราะให้พลังงานสูง ไม่ควรใช้น้ำมันจากสัตว์เพราะเป็นไขมันชนิดอิ่มตัวมีสารโคเลสเตอรอลสูงชึ่งทำให้หลอดเลือดอุดตัน

                          ควบคุมอาหารที่มีพลังงานสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำจากกะทิ หอยนางรม ไข่แดง อาหารที่มันมาก เช่น ข้าวขาหมู หนังเป็ด หนังไก่ หนังหมู มันกุ้ง มันปู โดยเฉพาะผู้ที่มี cholesterol สูง

             5.2 การออกกำลังกาย แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอให้เหมาะสมกับสภาพหัวใจ หลอดเลือด สภาพร่างกาย และสภาพแวดล้อม เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือแม้แต่การทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆ เป็นต้น ทั้งนี้ต้องระวังไม่ออกกำลังกายอย่างหักโหมหรือมากเกินไป เช่นการออกกำลังกายจนรู้สึกเหนื่อย การยก ผลัก ดึง แบก เข็น และหลีกเลี่ยงการแข่งขันเพราะทำให้เกิดความเครียด

             จากผลการศึกษาของคนึงนิจและคณะพบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ ระดับไม่รุนแรง ได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตนานกว่า 6 เดือน เมื่อให้ออกกำลังกายโดยวิธีขี่จักรยาน เป็นเวลา 10 นาที 3 วัน/สัปดาห์ ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ สามารถลดความดันโลหิตลงจนอยู่ในระดับปกติได้ทั้ง systolic และ diastolic

             5.3 แนะนำให้ผู้ป่วยงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบด้วย เพราะนิโคติน (nicotine) ในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดรัดตัวซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

             5.4 แนะนำให้ผู้ป่วยงดดื่มสุรา เพราะแอลกอฮอล์จะเพิ่ม renin หรือ aldosterone ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

             5.6 แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงภาวะเครียดซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ควรทำจิตใจให้แจ่มใส หาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกกำลังกาย เทคนิคการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การนั่งสมาธิ การพักผ่อนให้เพียงพอโดยเฉพาะการนอนหลับให้สนิท ถ้ามีปัญหาหรือมีความเครียดสูงอาจต้องปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ซึ่งอาจปรึกษาทางโทรศัพท์ก็ได้ หรืออาจใช้เครื่องมือให้ข้อมูลป้อนกลับ(Bio feedback) ข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยทราบกลไกที่เกิดขึ้นในร่างกายได้ด้วยตนเอง จากการวิจัยพบว่าวิธีนี้ช่วยลดความดันโลหิตได้

             5.7 แนะนำเกี่ยวกับการรับประทานยา ได้แก่

                          สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาลดความดันโลหิตสูงในระยะแรก ๆ ผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนชนิดของยา ต้องแนะนำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนท่าช้า ๆ จากนอนเป็นนั่งหรือจากนั่งเป็นยืน ระวังอาการหน้ามืด เป็นลมล้มลง เนื่องจากความดันโลหิตลดต่ำลงมากหรือเร็วเกินไป ดังนั้นผู้ป่วยควรเริ่มได้รับยาลดความดันโลหิตในขนาดต่ำ ๆ ก่อนในระยะแรก

                          ให้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพราะโรคนี้รักษาไม่หายขาด การรักษาอย่างสม่ำเสมอช่วยควบคุมภาวะโรคไม่ให้เป็นมากขึ้นหรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นน้อยหรือช้าที่สุด

                          ไม่ซื้อยามารับประทานเอง การได้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพราะอาจต้องมีการปรับขนาดของยา อาจเปลี่ยนยาเพื่อเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงของยา ควรบอกให้ผู้ป่วยทราบเกี่ยวกับยาและผลข้างเคียงของยาโดยสังเขป ถ้ามีอาการผิดปกติจากผลข้างเคียงของยาให้ผู้ป่วยรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง

                          ควรไปตรวจตามนัดทุกครั้ง และนำยาที่มีทั้งหมดไปด้วย เพราะผู้ป่วยจะได้ยาตามระดับความรุนแรงของความดันโลหิต

                          ถ้าผู้ป่วยได้รับยาขับปัสสาวะ (diuretic) ในกลุ่ม Thiazide ซึ่งมักจะเป็นยาตัวแรกในการรักษาความดันโลหิตสูง เนื่องจากราคาถูกและมีประสิทธิภาพในการรักษาดี แต่มีผลข้างเคียงทำให้โปแตสเซี่ยมต่ำ และจะต้องระวังมากยิ่งขึ้นถ้าผู้ป่วยได้ยา Digitalis ร่วมด้วย ควรแนะนำให้ผู้ป่วยลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม และรับประทานอาหารที่มีโปแตสเซี่ยม เช่น ผลไม้ โดยเฉพาะกล้วย ส้ม เป็นต้น

                          ถ้าผู้ป่วยได้รับยาที่ทำให้ง่วงได้ เช่น Clonidine,Methyldopa เป็นต้น ควรแนะนำให้หลีกเลี่ยงการขับรถ การทำงานที่อาจเกิดอันตรายได้จากความง่วง

             5.8 แนะนำการวัดความดันโลหิตให้กับผู้ป่วยหรือผู้ดูแล (care giver) เพื่อประเมินผลการรักษาและพยาธิสภาพของผู้ป่วย การวัดความดันโลหิตที่บ้านจะได้ค่าที่เที่ยงตรงมากขึ้นเนื่องจากอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากกว่า

             5.9 อธิบายให้ญาติหรือครอบครัวผู้ป่วยเข้าใจโรคและการดูแลผู้ป่วยตามความเหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย

 

มารู้จักโรคความดันโลหิตสูงกันเถอะ...

 

             ความดันโลหิต คือ แรงที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือด ซึ่งจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นกับการบีบตัวของหัวใจ หรือ อัตราการเต้นของหัวใจ และความต้านทานในหลอดเลือด แม้แต่ในคนๆ เดียวกัน ค่าความดันโลหิตก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่น อารมณ์ ความเครียด อุณหภูมิอากาศ ภาวะการเล่นกีฬา หรือการพักผ่อน

 

             นอกจากนี้ค่าความดันโลหิตยังมีลักษณะเป็น Circadian rhythm นั่นคือค่าจะแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวัน โดยทั่วไปความดันจะตกในช่วงกลางคืนและเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วในตอนเช้า ค่าความดันโลหิตที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วงที่ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวต่ำกว่าหรือเท่ากับ 120 มม.ปรอท และค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวต่ำกว่าหรือเท่ากับ 80 มม.ปรอท

แต่หากวัดค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวได้สูงกว่า 140 มม.ปรอท และ/หรือความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวสูงกว่า 90 มม.ปรอท ก็เรียกว่า ความดันโลหิตสูง

 

             ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 80 จัดเป็นความดันโลหิตสูงชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ (Essential Hypertension) แต่ก็พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ กรรมพันธุ์ ความอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด

 

             ผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะในสำนักงานจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ทำงานใช้กำลัง การรับประทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียม หรือมีสัดส่วนของไขมันชนิดอิ่มตัวสูง ผู้ที่มีความผิดปกติของไขมันในเลือดหรือเป็นโรคเบาหวาน

 

             ส่วนอีกร้อยละ 20 ของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีสาเหตุมาจากการเกิดโรคหรือ ความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ โรคไต โรคคอพอกชนิดตาโปน โรคในระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคสมองอักเสบ หรือมีการใช้ยา เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดบางชนิด

 

             โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุบัติการณ์เกิดโรคของหลอดเลือดสมอง โรคไต รวมถึงโรคที่เกิดจากความผิดปกติในระบบหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะถึงขั้นพิการ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถฟื้นฟูให้เหมือนปกติได้ หรือบางครั้งอาจรุนแรงจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ผู้ที่ความดันโลหิตสูงนานๆ มักจะมีภาวะหลอดเลือดแดงเล็กแข็งตัวร่วมด้วยเป็นผลให้เกิดพยาธิสภาพที่อวัยวะที่สำคัญ

 

             ปัจจุบันพบว่าโรคไตเป็นภาวะแทรกซ้อน ซึ่งมีอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นมาก หากเกิดอาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะเลือดเป็นพิษจากปัสสาวะและเสียชีวิตได้

 

             และในกรณีที่เกิดพยาธิสภาพในสมองก็อาจทำให้เกิด Stroke มีผลทำให้เนื้อสมองเกิดภาวะขาดออกซิเจนและถูกทำลาย การที่ค่าความดันโลหิตมีการเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วในช่วงเช้า ยิ่งทำให้โอกาสที่หลอดเลือดแดงเล็กในสมองแตกและก่อให้เกิดอันตรายในช่วงเวลาดังกล่าวยิ่งมีมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุจะพบความเสี่ยงต่อการเกิดโรคชนิดนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า

 

             โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง ต้องใช้เวลาในการรักษานาน อาการที่พบก็เป็นอาการที่มีสาเหตุได้หลายอย่าง ดังนั้นเมื่อมีอาการผู้ป่วยอาจเข้าใจผิดว่าเกิดจากสาเหตุอื่น ไม่ใช่มาจากการที่ความดันโลหิตสูงขึ้น อาการดังกล่าวได้แก่ ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอยจนอาจรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เมื่อยเอว ปวดหลัง หูอื้อ หน้ามืดตาลาย

 

             สำหรับผู้ที่มีประวัติความดันโลหิตสูง หากมีอาการปวดศีรษะอย่างเฉียบพลัน มีเลือดกำเดาไหล เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ชัก ให้สงสัยว่าเกิดภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤตซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ จึงต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลด่วนที่สุด

 

             ดังนั้นผู้ป่วยควรสังเกตอาการเหล่านี้และไม่ควรปล่อยปละละเลยตนเอง แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ทางร่างกายเกิดขึ้น ก็ควรทำการตรวจสอบค่าความดันโลหิตและควบคุมให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ในการตรวจสอบค่าความดันโลหิต

 

มีข้อแนะนำในการเตรียมตัวเมื่อจะทำการวัดความดันโลหิต ดังนี้

             - ควรใส่เสื้อตัวหลวม ไม่ควรสวมเสื้อรัดแขน

             - ไม่ควรวัดความดันโลหิต ภายใน 2-3 ชม.หลังออกกำลังกายอย่างหนัก

             - งดสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ อย่างน้อย 30 นาที ก่อนวัด

             - พักเงียบๆ สบายๆ อย่างน้อย 5 นาที ก่อนวัดความดันโลหิต

             - หลีกเลี่ยงความเครียด ความรู้สึกตื่นเต้น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ซึ่งจะมีผลต่อค่าความดันโลหิตที่วัดได้

 

             เนื่องจากค่าความดันโลหิตจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย บางคนวัดได้ค่าความดันโลหิตสูงเฉพาะเมื่อมาพบแพทย์ แต่เมื่อวัดที่บ้านได้ค่าปกติ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า White Coat Hypertension ซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่มีค่าความดันสูงผิดปกติเนื่องจากความเครียด ความตื่นเต้นหรือปัจจัยอื่นๆ

 

             จะเห็นได้ว่าผลการวัดความดันโลหิตเพียงครั้งเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง หากจะให้แน่ใจต้องทำการวัดซ้ำอย่างน้อย 2-3 ครั้ง

 

เอกสารอ้างอิง:

 

1. Sheldon GS. The sixth report of the Joint National Committee on prevention, detection,

evaluation, and treatment of high blood pressure. Arch Intern Med 1997Nov;

157:2415-46.

2. Pine JW, editor. Clinical hypertension. 7th ed. Pennsylvania: Williams & Wilkins,1998:

3. อดุลย์ รัตนมั่นเกษม,แปล. ความดันโลหิตสูง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: รุ่งแสงการพิมพ์, 2538.

 

 

 

 

หาเนื้อหาโดย : www.thaihealth.or.th

#4 ก่อนหน้าน

โดย skyjaja | วันที่ 26 มิถุนายน 2552 12:24:49

ก่อนหน้านี้เคยอ่านข้อมูลเจอ เลยนำมาฝากค่ะ

 

 

ทุบสถิติโลก ตรวจวัดความดันโลหิตสูง 7 วัน กว่า 20 ล้านคนเป็นโรค 2 ล้าน

 

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2550  

 

 

                ไทยทุบสถิติโลก 7 วัน สธ.ตรวจวัดความดันโลหิต ทั้งหมด 20 ล้านกว่าคน พบเป็นโรคความดันโลหิตสูงกว่า 2 ล้านคน หรือพบได้ทุก 1 ใน 10 คน กรุงเทพฯ สูงที่สุด  

 

                นพ.วัลลภ ไทยเหนือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดโครงการรณรงค์ตรวจวัดความดันโลหิตฟรี แก่ประชาชนไทยที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปพร้อมกันทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 2 -8 กันยายน 2550  พบว่าคนที่เป็นโรคนี้กว่าครึ่งไม่รู้ตัวเองมาก่อน โดยโรคนี้มีอันตรายมาก เป็นสาเหตุทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงทั้งหัวใจและสมองตีบตันหรือแตก ทำให้เกิดโรคหัวใจ คนไทยเสียชีวิตปีละกว่า 11,000 ราย และทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ มีคนไทยป่วยปีละกว่า 150,000 ราย เสียชีวิตกว่า 45,000 ราย และต้องกลายเป็นคนพิการเพิ่มขึ้นปีละ 84,000 ราย ทำให้เป็นภาระครอบครัว สังคม ประเทศต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงปีละ 15,000 ล้านบาท ซึ่งโรคดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับคนอายุ 35 ปีขึ้นไป และยิ่งพบมากในกลุ่มของผู้สูงอายุ จึงต้องเร่งรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจ กระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวหันมาดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคแทรกซ้อนที่ตามมากับโรคนี้ อย่างจริงจัง

 

จากการประเมินการตรวจวัดความดันโลหิตในวันที่ 8 กันยายน 2550 ผลสรุปรวม 7 วัน เมื่อเวลา 12.00 น. พบว่าประสบผลสำเร็จสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยังไม่มีประเทศใดในโลกทำได้เหมือนไทย เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ โดยตรวจทั้งหมด 20,717,187 คน ครอบคลุมคนอายุ 35 ปีขี้นไปทั่วประเทศร้อยละ 75 พบผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกว่าปกติคือตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ทั้งหมด 2,370,897 คน คิดเป็นร้อยละ 11 โดยพบว่า

 

ชายพบร้อยละ 11 ผู้หญิงพบร้อยละ 12 หรือพูดได้ว่าในคนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปทุกๆ 10 คน จะมีคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ 1 คน จังหวัดที่พบคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 27 รองลงมาได้แก่ เชียงใหม่ ร้อยละ 25 พระนครศรีอยุธยาร้อยละ 22 สมุทรสงครามร้อยละ 20.31 และนครสวรรค์ร้อยละ 20.02

 

นอกจากนี้ยังพบคนอายุ 35 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินมาตรฐานร้อยละ 27 โดยตรวจทั้งหมด 5,555,064 คน พบน้ำหนักเกินมาตรฐาน 1,485,126 คน แบ่งเป็น คนอ้วน 356,480 คน และคนท้วมเสี่ยงอ้วน 1,128,646 คน พบในผู้หญิงร้อยละ 29 ผู้ชายอ้วนร้อยละ24 ทั้งความอ้วนและความท้วมเป็นต้นเหตุสำคัญที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็งได้เช่นกัน  

 

                "ถึงแม้ว่าการตรวจวัดความดันโลหิตและการประเมินความอ้วนครั้งนี้ จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายเสี่ยงน้อยกว่าผู้หญิง ซึ่งที่ผ่านมาผู้หญิงอายุยืนกว่าชาย หญิงเฉลี่ย 72 ปี แต่ชายเพียง 68 ปี เนื่องจากผู้ชายทำร้ายตนเองจากการกินเหล้า สูบบุหรี่ประมาณร้อยละ 17 อายุจึงสั้นกว่าผู้หญิง

 

ดังนั้นประชาชนที่ได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต และรู้ตัวว่าปกติหรือผิดปกติก็ตาม จะต้องดูแลสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักตัว ด้วยหลักง่ายๆ 3 อย่าง คือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละอย่างน้อย 30 นาที ควบคุมการกินอาหาร ไม่กินอาหารที่รสเค็มเกินไป มันเกินไป หรือหวานเกินไป และควรเพิ่มกินผัก ผลไม้ที่มีรสหวานไม่มาก ให้มากขึ้นอย่างน้อยควรให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม"นพ. วัลลภกล่าว

       

พญ.วราภรณ์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ เป็นประธานในงานทอดผ้าป่ามหากุศล ที่โรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2552 เพื่อนำรายได้ไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อพระภิกษุ และสามเฌรอาพาธ ที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล และถือเป็นการทำบุญครบรอบ 58 ปีในการก่อตั้งโรงพยาบาลสงฆ์ จัดสร้างเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2494

      

                พญ.วราภรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์อาพาธของพระสงฆ์ในส่วนของ ร.พ.สงฆ์ ว่า จากสถิติในปีที่ผ่านมาพบว่ามีพระสงฆ์ที่เป็นผู้ป่วยนอกจำนวน 71,000 รูป กว่าครึ่งเป็นพระมาจากส่วนภูมิภาค โรคที่พระสงฆ์อาพาธมากที่สุด ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง มีถึง 4,000 รูป รองลงมาคือ เบาหวาน,และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด   

                 "สาเหตุที่พระเป็นโรคความดันโลหิต ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะการถวายภัตตาหารของพุทธศาสนิกชน ที่บางส่วนอาจจะถวายภัตตาหารที่เค็มจัด มันจัด หรือหวานจัด หากถวายอาหารที่มีรสเค็มจัดจะทำให้เป็นความดันโลหิตสูง ในส่วนของอาหารที่หวานจัดนั้น ทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และในส่วนของอาหารที่มันจนเกินไป จะทำให้เป็นโรคไขมันในเลือดสูง และไขมันอุดตันในเส้นเลือด จึงวอนพุทธศาสนิกชนที่ต้องการให้พระแข็งแรง ควรถวายภัตตาหารที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพเน้นผักผลไม้ และเนื้อปลา และพยายามลดความมัน หวาน และเค็มในอาหารลงเพื่อสุขภาพที่ดีของพระสงฆ์"พญ.วราภรณ์กล่าว

 

รายงานการเฝ้าระวัง

 

                รายงานการเฝ้าระวังโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และ หัวใจขาดเลือด ของจังหวัดในพื้นที่สาธารณสุขเขต 4 จังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และ ปทุมธานี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548–31 ธันวาคม 2548 ได้รับรายงานครบทุกจังหวัด ได้วิเคราะห์ผลและสรุปในภาพรวมดังนี้

 

โรคเบาหวาน

 

            ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ได้รับรายงานมีจำนวน 54,836 ราย อัตราป่วย 1974.64 ต่อแสนประชากร เพศหญิงมากกว่าเพศชาย คิดเป็นอัตราส่วน ชาย : หญิง เท่ากับ 1: 2 พิจารณาการป่วยแต่ละกลุ่มอายุ พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มอายุเท่ากับหรือมากกว่า 60 ปี มีอัตราป่วยสูงสุด 9450.47 ต่อแสนประชากร (29,707 ราย) รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 50-59 ปี อัตราป่วย 5344.88 ต่อแสนประชากร (14,967 ราย) กลุ่มอายุ 40-49 ปี อัตราป่วย 1674.15 ต่อแสนประชากร (7,868 ราย) และ อายุต่ำกว่า 40 ปี อัตราป่วย 133.94 (2,294 ราย) วิเคราะห์รายจังหวัด พบว่า จังหวัดอ่างทอง อัตราป่วยสูงสุด 2824.20 ต่อแสนประชากร (8,003 ราย) รองลงมา ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี  

 

โรคความดันโลหิตสูง

 

            ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ได้รับรายงานมีจำนวน 79,298 ราย อัตราป่วย 2,855.51 ต่อแสนประชากร พบในเพศหญิงมากว่าเพศชาย คิดเป็นอัตราส่วน ชาย : หญิง เท่ากับ 1: 1.8 จำแนกรายจังหวัดพบอัตราป่วยสูงสุดที่ จังหวัดอ่างทอง 4,151.43 ต่อแสนประชากร (11,764 ราย) รองลงมา ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และ ปทุมธานี อัตราป่วย 3,705.43 , 3,438.37 และ 891.51 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ

 

จำแนกการป่วยตามกลุ่มอายุ พบว่าผู้ป่วยกลุ่มอายุเท่ากับหรือมากกว่า60 ปี มีอัตราป่วยสูงสุด 14,127.20 ต่อแสนประชากร (44,408 ราย) รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 50-59 ปี อัตราป่วย 7,427.55 ต่อแสนประชากร (20,799 ราย) กลุ่มอายุ 40-49 ปี อัตราป่วย 2,388.02 ต่อแสนประชากร (11,223 ราย) และกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี อัตราป่วย 167.46 ต่อแสนประชากร (2,868 ราย) วิเคราะห์รายจังหวัด พบว่า ทุกจังหวัดกลุ่มอายุเท่ากับหรือมากกว่า60 ปี มีอัตราป่วยสูงสุด และ กลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี อัตราป่วยต่ำสุดเช่นกัน  

 

            จำแนกตามภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ได้รับรายงานทั้งหมด 79,298 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยเก่าที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน 64,242 ราย ผู้ป่วยใหม่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน 6,316 ราย และ ผู้ป่วยเก่าและใหม่ที่มีภาวะแทรกซ้อน 8,740 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 81 , 8 , 11 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั้งหมด

 

ในการวิเคราะห์ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน จำนวน 8,740 ราย พบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ มากที่สุด ร้อยละ 54.5 (4,760 ราย) อัตราป่วย 171.41 ต่อแสนประชากร รองลงมา คือ ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ร้อยละ 28.6 (2,498 ราย) อัตราป่วย 89.95 ต่อแสนประชากร ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ ร้อยละ 11.4 (996 ราย) อัตราป่วย 35.87 ต่อแสนประชากร ภาวะแทรกซ้อนทางอัมพาต ร้อยละ 3.7 (324 ราย) อัตราป่วย 11.67 ต่อแสนประชากร และ ภาวะแทรกซ้อนทางไต ร้อยละ 1.9 (162 ราย) อัตราป่วย 5.83 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ

 

วิเคราะห์รายจังหวัด พบว่า จังหวัดนนทบุรี มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนสูงสุด อัตราป่วย 657.48 ต่อแสนประชากร (6,294 ราย) โดยพบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ มากที่สุด ร้อยละ 56 (3,526 ราย) อัตราป่วย 368.33 ต่อแสนประชากร

 

รองลงมา ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง ปทุมธานี และ พระนครศรีอยุธยา มีอัตราป่วย 591.10 (1,675 ราย)  , 80.11 (635 ราย) และ 18.29 (136 ราย) ต่อแสนประชากร ตามลำดับ   

 

ภาวะแทรกซ้อนที่พบสูงสุดแต่ละจังหวัด คือ อ่างทอง พบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ร้อยละ 67.6 (1,133 ราย) อัตราป่วย 399.83 ต่อแสนประชากร ปทุมธานี พบภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจสูงสุด ร้อยละ 70.4 (447 ราย) อัตราป่วย 56.39 ต่อแสนประชากร และ พระนครศรีอยุธยา พบภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจสูงสุด ร้อยละ 52.9 (72 ราย) อัตรา 9.68 ต่อแสนประชากร  

 

โรคหัวใจขาดเลือด

 

            ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับรายงาน จำนวน 9,197 ราย อัตราป่วย 331.18 ต่อแสนประชากร พบป่วยในเพศหญิง มากกว่าเพศชายเล็กน้อย คิดเป็นอัตราส่วน ชาย : หญิง เท่ากับ 1 : 1.2

 

จำแนกรายจังหวัดพบอัตราป่วยสูงสุดที่ จังหวัดอ่างทอง 609.80 ต่อแสนประชากร (1,728 ราย) รองลงมา ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และ ปทุมธานี อัตราป่วย 514.15 (3,823 ราย) , 236.40 (2,263 ราย) และ 174.47 ต่อแสนประชากร (1,383 ราย) ตามลำดับ  

 

            จำแนกการป่วยตามกลุ่มอายุ ผู้ป่วยกลุ่มอายุเท่ากับหรือมากกว่า 60 ปี มีอัตราป่วยสูงสุด 2,069.71 ต่อแสนประชากร (6,506 ราย) รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 50-59 ปี อัตราป่วย 545.67 ต่อแสนประชากร (1,528 ราย) กลุ่มอายุ 40-49 ปี อัตราป่วย 150.86 ต่อแสนประชากร (709 ราย) และ กลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี อัตราป่วย 26.51 ต่อแสนประชากร (454 ราย) วิเคราะห์รายจังหวัด พบว่า กลุ่มอายุ 60 ปี หรือมากกว่า มีอัตราป่วยสูงสุด และ กลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี มีอัตราป่วยต่ำสุด ทุกจังหวัดเช่นกัน  

 

ในจำนวนนี้จำแนกเป็นผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดอื่น ๆ มากที่สุด 7,459 ราย รองลงมา คือ แองไจนาเพคโตริส 731 ราย  แองไจนาชนิดไม่คงที่ 589 ราย กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน 418 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 81.1 , 7.9 , 6.4 และ 4.6 ของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดทั้งหมด

 

สรุป

 

            รายงานการเฝ้าระวังโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และ หัวใจขาดเลือด ของจังหวัดในพื้นที่สาธารณสุขเขต 4 ได้รับการรายงานครบทุกจังหวัด ผลการวิเคราะห์ภาพรวมพบว่า

 

            โรคเบาหวาน มีอัตราป่วย 1,974.64 ต่อแสนประชากร จังหวัดอ่างทองมีอัตราป่วยสูงสุด รองลงมา คือ นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และ ปทุมธานี พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย กลุ่มอายุเท่ากับหรือมากกว่า 60 ปี พบมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ กลุ่มอายุ 50-59 ปี , กลุ่มอายุ 40-49 ปี และ ต่ำกว่า 40 ปี ตามลำดับ ภาวะแทรกซ้อนหลอดเลือดแดง พบป่วยสูงสุด ร้อยละ 35.4 คิดเป็นอัตราป่วย 96.07 ต่อแสนประชากร รองลงมา ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ร้อยละ 32.1 คิดเป็นอัตราป่วย 86.93 ต่อแสนประชากร โดยที่จังหวัดอ่างทอง มีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนสูงสุด มีอัตราป่วย 1,211.83 ต่อแสนประชากร

 

            โรคความดันโลหิตสูง มีอัตราป่วย 2,855.51 ต่อแสนประชากร จังหวัดอ่างทองมีอัตราป่วยสูงสุด 4,151.43 ต่อแสนประชากร รองลงมา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และ ปทุมธานี พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย กลุ่มอายุเท่ากับหรือมากกว่า 60 ปี พบมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ กลุ่มอายุ 50-59 ปี , 40-49 ปี และ อายุต่ำกว่า 40 ปี ตามลำดับ ภาวะแทรกซ้อนที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ร้อยละ 54.5 รองลงมา คือ ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ร้อยละ 28.6 ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ ร้อยละ 11.4 ภาวะแทรกซ้อนทางอัมพาต ร้อยละ 3.7 และ ภาวะแทรกซ้อนทางไต ร้อยละ 1.9 โดยที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนสูงสุด มีอัตราป่วย 657.48 ต่อแสนประชากร

 

            โรคหัวใจขาดเลือด มีอัตราป่วย 331.18 ต่อแสนประชากร จังหวัดอ่างทอง มีอัตราป่วยสูงสุด 609.80 ต่อแสนประชากร รองลงมา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และ ปทุมธานี พบป่วยในเพศหญิงสูงกว่าเพศชายเล็กน้อย กลุ่มอายุเท่ากับหรือมากกว่า 60 ปี พบมากที่สุด รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 50-59 ปี , 40-49 ปี และ อายุต่ำกว่า 40 ปี ตามลำดับ โดยพบว่า เป็นผู้ป่วยใหม่โรคหัวใจขาดเลือด ร้อยละ 7.9 ของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด

 

ทั้งหมดที่ได้รับรายงาน สัดส่วนของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดจำแนกเป็น ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดอื่น ๆ มากที่สุด ร้อยละ 81.1 แองไจนาเพคโตริส ร้อยละ 7.9 แองไจนาชนิดไม่คงที่ ร้อยละ 6.4 และ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ร้อยละ 4.6

 

 

 

 

หาข้อมูลโดย : www.thaihealth.or.th

แสดงความคิดเห็น

เมนูสาระสุขภาพ

  • เกาะติดสถานการณ์
  • ก้าวทันกระแส
  • สำนักข่าวสร้างสุข
  • สร้างสุขกับ สสส.
  • ข่าวสุขภาพ
  • บทความ
  • เคล็ดลับคนดังสุขภาพดี
  • เกร็ดความรู้
  • โพลสุขภาพ
  • เว็บบอร์ดสร้างสุข

ยอดนิยม

Untitled-3.jpg
โรคความดันโลหิตต่ำ ภัยร้ายที่ไม่อาจมองข้าม
อ่าน: 37,612

มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย แม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดี

  • 5 อาหารบำรุง "ตับ"
  • 6 อันดับอาหารเช้าจานโปรด เมนูไหนเปี่ยมประโยชน์มากที่สุด
  • ประโยชน์ของน้ำมันปลา (Fish Oil)

ป้ายคำ

  • ความเครียด
  • นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคสุว พลา
  • บำรุงสายตา
  • บึงแก่นนคร
  • ผมทำสี
  • พัฒนาทักษะชีวิต
  • พูดคุยกับลูก
  • สายใยรักแห่งครอบครัว
  • สื่อลามก
  • สุขาวะ
  • หายใจลึก
  • อาชีพ
  • อุุณหภูมิ
  • เชื้อไม่กลายพันธุ์
  • โรคอันดับ 1 ที่ทำลายชีวิตผู้หญิงไทย
  • ไซส์บิ๊ก
ดูป้ายคำทั้งหมด

เมนูสาระสุขภาพ

  • เกาะติดสถานการณ์
  • ก้าวทันกระแส
  • สำนักข่าวสร้างสุข
  • สร้างสุขกับ สสส.
  • ข่าวสุขภาพ
  • บทความ
  • เคล็ดลับคนดังสุขภาพดี
  • เกร็ดความรู้
  • โพลสุขภาพ
  • เว็บบอร์ดสร้างสุข

ยอดนิยม

พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต
อ่าน: 3,803

พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต

  • เมื่อถูก 'ตะขาบ' กัดต้องทำอย่างไร
  • สุดยอดอาหาร สู้ไข้หวัด
  • พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส เกี่ยวกับการศึกษา

ป้ายคำ

  • การสอนลูกใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค
  • งานวิจัย
  • ดื่มบนรถ ถูกจับแน่
  • ประชุมวิชาการสุรา
  • ปลอม
  • ปุ๊กกี้ ชุลีพร
  • ภูมิแพ้ผิวหนัง
  • รักษาโรคทางพันธุกรรม
  • ร้านสะดวกซื้อ
  • วิทย์-คณิต
  • อายุประชากร
  • เกาะสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
  • เด็กไม่มีที่พักอาศัย
  • เลิกซื้อ
  • โรคไทรอยด์ขึ้นตา
ดูป้ายคำทั้งหมด
^ กลับสู่เนื้อหาหลัก

ขนาดตัวอักษร

  • ตัวหนังสือขนาดปกติ
  • ตัวหนังสือขนาดปานกลาง
  • ตัวหนังสือขนาดใหญ่

ปรับรูปแบบการแสดงผล

  • ปรับการแสดงผลให้แสดงในรูปแบบปกติ
  • ปรับการแสดงผลให้แสดงสำหรับคนสายตาเลือนราง

ติดต่อเรา

อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ เลขที่ 99/8
ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆ
เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120

โทรศัพท์ 02-343-1500
โทรสาร 02-343-1551

แผนที่บน Google Maps

เมนูหลัก

  • สาระสุขภาพ
    • เกาะติดสถานการณ์
    • ก้าวทันกระแส
    • สำนักข่าวสร้างสุข
    • สร้างสุขกับ สสส.
    • ข่าวสุขภาพ
    • บทความ
    • เคล็ดลับคนดังสุขภาพดี
    • เกร็ดความรู้
    • โพลสุขภาพ
    • เว็บบอร์ดสร้างสุข
  • เพื่อนสร้างสุขภาวะ
    • ภาคีบอกข่าว
    • เรื่องเล่าจากภาคี
    • แนะนำภาคี
    • รอบรู้เรื่องโครงการ
    • มัลติมีเดีย
    • แนะนำสื่อ
    • แกลลอรี่
    • บล็อก
    • รอบรู้สุขภาพโลก
  • เกี่ยวกับเรา
    • รู้จัก สสส.
    • คุยกับผู้จัดการ
    • ประกาศทั่วไป
    • ประกาศเรื่องทุน
    • ปฏิทินกิจกรรม
    • เสนอโครงการออนไลน์
    • ติดต่อสำนักงาน
    • แบบฟอร์มสมัครงาน
    • ระเบียบคำสั่ง
แผนผังเว็บไซต์   ตัวช่วยเหลือการเข้าถึงเว็บไซต์   Mobile Site
สัญญาอนุญาต cc by-nc-saแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย

Valid XHTML + RDFa Level Double-A conformance icon, W3C-WAI Web Content Accessibility Guidelines 1.0

รวมลิงก์ภายในของสสส.

  • เว็บหลัก สสส.
  • เว็บองค์กร สสส.
  • ผลงาน สสส.
  • ศูนย์ข้อมูล สสส.
  • ค้นหาโครงการ สสส.
  • เว็บคอมมูนิตี้
  • English Site