18
Feb
2018
พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของคุณแม่หลังคลอด ตอนที่ 1 Categories : อาหารหลังคลอด
1 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ หมายถึง การกระทำหรือการปฏิบัติกิจกรรมของบุคคลที่มีผลดีต่อภาวะสุขภาพของบุคคล จนเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตเพื่อควบคุมดูแลสุขภาพให้ได้ตามเป้าหมายและส่งผลดีต่อภาวะสุขภาพของตนเองทั้งร่างกายจิตใจและสังคม โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพ 6 ด้านของเพนเดอร์และคณะ (Pender et al., 2015) ประกอบด้วย 1) ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ 2) ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย 3) ด้านโภชนาการ อาหารหลังคลอด 4) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 5) ด้านการพัฒนาทางจิตวิญญาณ และ6) ด้านการจัดการความเครียด

ระยะหลังคลอดคุณแม่หลังคลอดต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะด้านร่างกาย พบว่าอวัยวะต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปขณะตั้งครรภ์ คลอด และหลังคลอดมีการกลับคืนสู่สภาพปกติเหมือนก่อนตั้งครรภ์ (Lowdermilk et al., 2012) ฉะนั้นการปฏิบัติตัวของมารดาหลังคลอดจึงมีความสำคัญ เพื่อให้มีพฤติกรรมสุขภาพภายหลังคลอดที่ดี ซึ่งมารดาจะต้องมีการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นต่อร่างกาย ดังนี้

  1.     ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ได้แก่ การพักผ่อนและการทำงาน ความสะอาดร่างกาย การมีเพศสัมพันธ์ อาการผิดปกติที่ควรมาโรงพยาบาล การวางแผนครอบครัว และการตรวจร่างกายภายหลังคลอด (Lowdermilk et al., 2012) เพื่อให้มีสุขภาพดีในระยะหลังคลอด ดังนี้

 

                                1.1         การพักผ่อนและการทำงาน การพักผ่อนมีความสำคัญสำหรับมารดาหลังคลอดที่ให้นมบุตร เนื่องจากความวิตกกังวล ความไม่สุขสบายจะยับยั้งการหลั่งน้ำนม (Green, 2012) ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ดังนั้นมารดาควรนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืนประมาณ 6 - 8 ชั่วโมง ส่วนตอนกลางวันควรนอนพักผ่อนประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง อาจใช้เวลาให้ตรงกับช่วงที่บุตรนอนหลับ (Cunningham et al., 2014) รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่รบกวนการนอนหลับ เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การทำงานหรือการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป และความเครียด เป็นต้น ในระยะ 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด อาจทำงานบ้านเบาๆ ไม่หักโหมเกินไป และเมื่อสภาพร่างกายไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ สามารถทำงานได้ตามปกติตั้งแต่    4 - 6 สัปดาห์หลังคลอด หรือภายหลังได้รับการตรวจร่างกายหลังคลอด 6 สัปดาห์ (Cunningham et al., 2014; Davidson et al., 2012)

 

                                1.2         ความสะอาดร่างกาย  มารดาวัยรุ่นควรอาบน้ำ วันละ 2 ครั้ง สระผมได้ตามปกติ และไม่ควรแช่ในอ่างหรือแม่น้ำลำคลอง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ทางช่องคลอด เพราะในระยะหลังคลอดร่างกาย ได้รับบาดเจ็บจากการคลอดจึงมีช่องทางจากบาดแผลที่เชื้อโรคสามารถเข้าไปฟักตัวและก่อให้เกิดโรคได้ (Lowdermilk et al., 2012) ในบางกรณีอาจพบพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเชื่อในท้องถิ่นว่า หากตนเองอาบน้ำจะเป็นเหตุให้ร่างกายตกอยู่ในสภาพที่มีความเย็น ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยได้ง่าย (Morris, Short, Robson, & Andriatsihosena, 2014) ส่วนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก มารดาวัยรุ่นควรทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด โดยล้างทุกครั้งหลังขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ ควรล้างจากหัวหน่าวไปยังทวารหนัก ไม่ควรล้างย้อนไปมา จากนั้นจึงซับให้แห้ง ถ้ายังมีน้ำคาวปลาอยู่ หมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัยเมื่อชุ่มทุกครั้ง หรือไม่ควรใส่นานเกิน 4 ชั่วโมง และควรทิ้งผ้าอนามัยในที่ที่เหมาะสมทุกครั้ง และสังเกตสี กลิ่น ลักษณะของน้ำคาวปลา (Lowdermilk et al., 2012)

 

                                1.3         การมีเพศสัมพันธ์ ระยะหลังคลอดไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 6 สัปดาห์ เนื่องจากหลังคลอดแผลภายในโพรงมดลูกยังไม่หายดี ผนังช่องคลอดบาง แผลฝีเย็บยังมีความไวต่อความเจ็บปวดและปากมดลูกยังปิดไม่สนิท เสี่ยงต่อการติดเชื้อภายในโพรงมดลูกมากขึ้น ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น มารดาวัยรุ่นจึงควรงดการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 6 - 8 สัปดาห์หลังคลอด หรือภายหลังได้รับการประเมินสภาพการหายของแผลฝีเย็บ และมดลูกจากการตรวจหลังคลอด 6 สัปดาห์ (Davidson et al., 2012; Cunningham et al., 2014)

 

                                1.4         อาการผิดปกติที่ควรมาโรงพยาบาล ควรมีการสังเกตถึงอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อาการไข้ น้ำคาวปลาสีผิดปกติ เป็นสีแดงตลอดไม่จางลง และมีกลิ่นเหม็นเน่า มีเลือดสดๆ ออกทางช่องคลอดจำนวนมาก หลังคลอด 2 สัปดาห์ ยังคลำก้อนทางหน้าท้องได้ เต้านมอักเสบ บวม แดง และมีการกดเจ็บ ถ่ายปัสสาวะบ่อย แสบ ขัด ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ตาพร่ามัว มีภาวะซึมเศร้า (Cunningham et al., 2014) หากสังเกตพบอาการผิดปกติดังกล่าวนี้ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที ดังการศึกษาของมัทสุยามา และโมจิ (Matsuyama & Moji, 2008) พบว่า ในระยะหลังคลอดมักพบปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้ และการสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนเองช้าเกินไป และจากการศึกษาของอุทัยวรรณ สุกิมานิล (2541) พบว่า คุณแม่หลังคลอดไม่มีการสังเกตอาการหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังคลอด เช่น การลดลงของขนาดมดลูก หรือสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง เป็นต้น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดได้

 

                                1.5         การวางแผนครอบครัว ระยะหลังคลอดควรมีการคุมกำเนิด เพื่อเว้นระยะห่างของการมีบุตร โดยปรึกษาสามีเกี่ยวกับจำนวนบุตรที่ต้องการ หรือปรึกษาบุคลากรสุขภาพ ในขณะที่มารดาวัยรุ่นยังไม่มีประจำเดือน แต่รังไข่สามารถผลิตไข่และมีการตกไข่ได้ เมื่อมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นควรมีการคุมกำเนิดก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ (Perry, 2012) ถ้าต้องการมีบุตรคนต่อไป ควรเว้นระยะห่างของการมีบุตรอย่างน้อย 2 ปี เพื่อสามารถเลี้ยงดูบุตรได้อย่างเหมาะสม การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวมีหลายวิธี ได้แก่ ยาฝังคุมกำเนิด ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ใส่ห่วงอนามัย และการใช้ถุงยางอนามัย ในมารดาวัยรุ่นพบปัญหาการตั้งครรภ์ซ้ำเร็วเกินไป เห็นได้จากการศึกษาของเชนและคณะ(Chen et al., 2005) พบว่ามารดาวัยรุ่นในประเทศไต้หวันมากกว่า 1 ใน 3 ไม่ได้คุมกำเนิดในระยะหลังคลอด เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ซ้ำในมารดาวัยรุ่น หากมีการตั้งครรภ์ซ้ำเกิดขึ้นจะเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบต่อทารกได้

 

                           1.6              การตรวจร่างกายภายหลังคลอด ปกติจะนัดตรวจเมื่อครบ 6 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อตรวจดูการกลับคืนสู่สภาพปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ ตรวจหามะเร็งปากมดลูก รับบริการวางแผนครอบครัว ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาการเลี้ยงดูบุตร และการดูแลสุขภาพหลังคลอด ดังนั้นจึงต้องเน้นให้คุณแม่เห็นความสำคัญของการมาตรวจตามนัด

อาหารหลังคลอด
Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
หน้าหลักบล็อก