5
Jan
2017
หยุดคำร้ายแรงในโลกออนไลน์ Categories : บทความ
0 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

ที่มา : เว็บไซต์คมชัดลึก

หยุดความรุนแรงในโลกจริง หยุดคำร้ายในโลกออนไลน์ thaihealth

แฟ้มภาพ

          ความรุนแรง การกลั่นแกล้งรังแก ในโลกสังคมออนไลน์ ส่งผลกระทบต่อเหยื่อ เผยหลักง่ายๆที่ควรยึดปฏิบัติก่อนที่จะแสดงความเห็นผ่านทางโลกออนไลน์

          บ่อยครั้งที่ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการระงับยับยั้งพฤติกรรมและการกระทำที่ไม่เหมาะสมของผู้คนในโลกจริง ด้วยการโพสต์ แชร์ทั้งภาพ ข้อความ หรือคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่ไม่ดี ไม่เหมาะ ไม่ควรในชีวิตประจำวันผ่านช่องทางออนไลน์ จนกลายเป็นกระแสโซเชียลฯ

          เกิดการลงโทษโดยสังคม หรือ โซเชียล แซงชัน(social sanction) แต่บ่อยครั้งเช่นกันที่คนออนไลน์ ใช้ถ้อยคำแสดงความคิดเห็นที่ร้ายแรง มีลักษณะด่าทอ กลับกลายเป็นวิธีการที่ใช้ในโลกออนไลน์ก็ไม่ได้เหมาะสม ไม่แตกต่างจากการกระทำที่ไม่ดีของคนในโลกจริงที่ต้องการหยุดยั้ง

          “ข้อความแสดงความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ ในลักษณะที่เป็นการต่อว่า ด่าทอ ตำหนิติเตียนคนอื่นด้วยความรุนแรง ไม่สร้างสรรค์ ทั้งที่เราไม่ได้รู้จักคนๆนั้นจริง ส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้เป็นเหยื่อ หากบุคคลนั้นมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง ก็อาจมองเป็นเรื่องผ่านหูผ่านตาไม่เก็บมาใส่ใจ แต่หากบุคคลนั้นมีสภาพจิตใจที่อ่อนไหว อ่อนแออยู่แล้ว อาจทำให้บางคนรับไม่ไหว ซึมเศร้า รู้สึกไม่มีหวัง ควบคุมอะไรไม่ได้เลย จนทำร้ายตัวเองถึงแก่ชีวิต ซึ่งมีเกิดขึ้นจริงมาแล้ว และในความเป็นจริง เรามิอาจรู้ได้เลยว่าคนที่เราต่อว่าไปในโลกออนไลน์นั้น มีสภาพจิตใจเป็นอย่างไรอยู่ก่อน”

          พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ลักษณะการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการรังแกกันอย่างหนึ่งเพียงแต่การกระทำผ่านทางออนไลน์ เรียกว่า การกลั่นแกล้งรังแกในสังคมออนไลน์ (Cyber bullying and online harassment) จะส่งผลกระทบต่อเหยื่อรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของเหยื่อแต่ละบุคคล รูปแบบการนำเสนอและเนื้อหาที่ถูกรังแก เช่น ถูกส่งภาพโป้เปลือยเป็นภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ หรือ ล้มปมด้อยในชีวิต ซึ่งผู้ที่ถูกรังแกส่วนใหญ่จะมีประเด็นหรือลักษณะบางอย่างในชีวิตที่ทำให้ถูกหยิบยกมารังแกได้ เช่น การปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นไม่ดี เข้ากับเพื่อนไม่ได้ จริงจังเกินเหตุ ก็จะกลายเป็นเหยื่อถูกรังแกได้ง่าย

          พญ.วิลมลรัตน์ บอกด้วยว่า การรังแกกันแบบนี้ควบคุมไม่ได้ ขยายวงได้กว้าง โดยไม่รู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เมื่อมีการจุดประเด็นเกิดขึ้นบวกกับความคิดเห็นของแต่ละบุคคลเข้าไปเรื่อยๆ ไม่นานจะเกิดความเป็นพรรคเป็นพวก ยิ่งเป็นการยุอารมณ์ รู้สึกหงุดหงิด ส่งเสริมความแรงให้มีมากขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนที่ชอบเติมเรื่องราวเข้าไปมากขึ้น

          “เหยื่อที่ถูกกระทำเช่นนี้ จะไม่มีโอกาสปกป้องตัวเอง เพราะเมื่อเรื่องราวผิดไม่ได้และขยายไปวงกว้างแล้ว จะกลายเป็นว่าคนที่รับรู้เรื่องราวนั้นแล้วต่อไปก็จะเรื่องฟังเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอยากฟัง เฉพาะสิ่งที่ตรงกับที่ตนเองคิดเท่านั้น แม้เหยื่อจะออกมาชี้แจงหรือธิบาเรื่องราวก็ไม่ได้รับการรับฟังนักจากบุคคลอื่น” พญ.วิมลรัตน์ กล่าว

สิ่งสำคัญเมื่อเกิดการรังแกกันในโลกออนไลน์

          พญ.วิมลรัตน์ บอกว่า หัวใจหลัก คือเมื่อรู้ว่ามีคนตกเป็นเหยื่อต้องหยุดยั้งทันที โดยผู้ที่เป็นเหยื่อ จะต้องบอกคนอื่นว่าตนเองเป็นเหยื่อ แต่ในความเป็นจริง อาจไม่กล้าบอก เพราะไม่รู้ว่าจะมีอันตรายอย่างไร หรือใครจะเชื่อบ้าง ดังนั้น ผู้ที่เห็นจะต้องให้ความช่วยเหลือ เช่น ครูหากเป็นกรณีเด็กนักเรียน หรือหัวหน้างาน หรือคนอื่นๆ ซึ่งคนรอบข้างต้องเข้าใจ ดูแล ให้กำลังใจ ลงมาช่วยเหลือและหาทางแก้ไข เนื่องจากเหยื่อจะไม่มีอำนาจในการปกป้องตนเอง ทั้งนี้ หากเป็นเรื่องระหว่างบุคคล 2 คนจะหยุดยั้งไม่ยาก แต่ถ้าเป็นเรื่องของสังคม เหยื่อต้องปิดหูปิดตาไม่ดูข่าวสักระยะ และรอให้ชีวิตเงียบๆไป

          “การแสดงความเห็นแบบต่อว่า ด่าทอกันผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆแบบไม่สร้างสรรค์ แม้ว่าบุคคลนั้นจะกระทำพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ดี ไม่เหมาะสมในโลกจริง ก็ถือเป็นการรังแกกันรูปแบบหนึ่ง เพราะเราไม่มีสิทธิ์ไปด่าใคร แต่มีสิทธิ์ในการแนะนำในทางที่ดีขึ้น เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น ต้องมีการหยุดยั้ง ถ้าไม่หยุดจะยิ่งเกิดความทะเลาะกันมากขึ้น ยิ่งในโลกออนไลน์ไม่มีคนกลางคอยยับยั้งเหมือนในโลกจริงที่ยังมีศาลเป็นคนกลาง สิ่งสำคัญอย่างมาก คือ ทุกคนต้องมีสติในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ”

          พญ.วิมลรัตน์ กล่าว แน่นอน สังคมสามารถมีส่วนร่วมในการยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่พบเห็นได้ผ่านการลงโทษโดยสังคม(social sanction) แต่วิธีการควรเป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ใช่ด่าทอ หรือกระทำการที่จะยิ่งขยายความเกลียดชัง เหมือนเวลาเห็นเพื่อนทำไม่ดี การยับยั้งก็ไม่จำเป็นต้องด่าอย่างเดียว

          การลงโทษโดยสังคมผ่านออนไลน์ กับการรังแกกันผ่านออนไลน์

พญ.วิมลรัตน์ บอกว่า มีจุดต่างอยู่ตรงที่วิธีการ การลงโทษโดยสังคมที่มีจุดประสงค์เพื่อให้หยุดพฤติกรรมและช่วยสังคมให้ดีขึ้น การแสดงความคิดเห็นจะต้องบอกวิธีการแก้ไขไม่ให้กระทำพฤติกรรมนั้นอีก โดยไม่ต้องใช้ภาษาที่รุนแรง ด่าทอ หรือหยาบคาย เพราะหากยิ่งทำแบบนั้นจะยิ่งเป็นการสร้างความร้าวฉาน อย่างเช่น เมื่อเจอคนที่ทำไม่ดีไม่เหมาะแล้วใช้ถ้อยคำ “คุณทำไม่ดีจังเลย” กับ “คุณจะทำดีกว่านี้ถ้า...” จะเห็นว่าลักษณะการใช้ถ้อยคำต่างกันแต่มีวัตถุประสงค์ไม่ต่างกัน

          ส่วนเนื้อหาที่แสดงความเห็นเกิดประโยชน์ ไม่ใช่ยิ่งยั่วยุอารมณ์ เพราะคนทำผิดไม่ใช่นักโทษประหารชีวิต ทุกคนยังมีโอกาสให้ทำความดี และแก้ไขบางอย่างได้

          หลักง่ายๆที่ควรยึดปฏิบัติก่อนที่จะแสดงความเห็นผ่านทางโลกออนไลน์

          พญ.วิมลรัตน์แนะนำว่า คิดก่อนว่าความคิดเห็นนั้นจะส่งผลดี ผลเสียหรือเกิดประโยชน์สร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นหรือไม่ และการแสดงความคิดเห็นเพื่อสังคมจริงๆหรือตอบสนองอารมณ์ของตนเอง เมื่ออ่านเจอหรือได้เห็นภาพหรือคลิปวิดีโอในโลกออนไลน์แล้วทำให้อารมณ์ขึ้น ก็จะทำให้น้ำเสียง กิริยา ท่าทาง วาจาจะขึ้นตามไปด้วย ก่อนแสดงความคิดเห็น จึงควรเว้นระยะเวลาสักเล็กน้อย อาจใช้วิธีนับ1-10 หรือยิ้มกับตัวเองหรือกลั้นหายใจสัก 2-3 รอบก่อนแล้วค่อยแสดงความคิดเห็นออกไป เพราะการเว้นระยะจะมีจังหวะให้ได้คิด ไตร่ตรอง

          ท้ายที่สุด พญ.วิมลรัตน์ กล่าวว่า รูปแบบใหม่ในการรังแกกัน อาจไม่ใช่การชกต่อยเหมือนอดีต แต่เป็นการใช้ถ้อยคำร้ายแรงต่อว่า หรือเผยแพร่เรื่องราวที่สร้างความอับอายหรือผลเสียต่อคนๆนั้น ซึ่งคนทุกคนมีโอกาสที่จะถูกรังแกได้ตลอดเวลา เพราะเป็นการกระทำที่ง่าย คนส่วนใหญ่มีอุปกรณ์อยู่ในมือ จึงไม่ค่อยยั้งคิดในการกระทำ

****กรณีศึกษา“เหยื่อโลกออนไลน์”...ถึงตาย!

          https://nobullying.com ซึ่งเป็นเวบไซต์ต่างประเทศ ที่มีเป้าหมายเพื่อการให้ความรู้ให้คำปรึกษาและช่วยหยุดการข่มขู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลั่นแกล้งผ่านไซเบอร์หรือโลกออนไลน์ โดยเวบไซต์นี้ ได้มีการนำเสนอเรื่องราวของอมานดา ทอดด์หญิงสาวชาวแคนาดา วัย 20 ปี ที่เดิมชีวิตเธอก็เรียบง่าย จนกระทั่งเมื่อได้รู้จักกับคนที่ปลื้มเธอมากผ่านทางเฟซบุ๊ค แต่บุคคลนั้นไม่ได้ระบุชื่อตัวเองในเฟซบุ๊ค ผ่านไป 1 ปีมีการเผยแพร่ภาพร่างกายเปลือยของเธอกับบุคลดังกล่าวผ่านในโลกออนไลน์ และเธอได้รับการข่มขู่ จนชื่อเสียงถูกทำลาย เธอไม่มีเพื่อน จนต้องเปลี่ยนโรงเรียนหลายครั้ง และเธอพยายามดื่มสารฟอกขาวแต่โชคดีที่ยังสามารถรักษาชีวิตเธอไว้ได้ จน 1 เดือนต่อมา เธอก็จบชีวิตของเธอเอง

          หลังจากอมานดาเสียชีวิต วิดีโอของเธอที่ได้นำเสนอผ่านยูทูปได้มีการเข้าถึงกว่า 17 ล้านวิว ประชาชนจะช็อคเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของอมานดา และเอื้อมมือไปยังครอบครัวของเธอ รวมถึง เจ้าหน้าที่ได้เริ่มมีการไต่สวนเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ แม้เธอจะเสียชีวิตไปแล้ว กลับยังมีการเยาะเย้ยถึงการฆ่าตัวตายของเธออย่างต่อเนื่องผ่านโลกออนไลน์และเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกสนาน แม้จะมีบางกลุ่มพยายามปกป้องและสืบหน้าผู้ที่ทำร้ายอมานดาผ่านโลกออนไลน์ก็ตาม

          หรือกรณีของไทเลอร์ เคลเมนติ

          วัย 18 ปี เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน หลังจากที่เขาจบการศึกษาจากระดับมัธยมฯและเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมห้องพักของเขาได้เผยแพร่ต่อสาธารณะว่าเขาเป็นเกย์ โดยใช้เว็บแคม ในการสตรีมภาพของเคลเมนติจูบผู้ชายอีกคนหนึ่ง และมีการเผยแพร่ผ่านทวิตเตอร์ด้วย จนเขาได้กลายเป็นหัวข้อของการเยาะเย้ยในสภาพแวดล้อมทางสังคมของเขา จนเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553 เคลเมนติ ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดจากสะพานจอร์จวอชิงตัน

Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
หน้าหลักบล็อก