28
Mar
2016
“สหายเขาบรรทัด”อนุรักษ์ป่า ปลูกต้นไม้ในนาประวัติศาสตร์ Categories : ชุมชนน่าอยู่
1 <<<<< ให้คะแนน (Give Heart)

มาถึงวันนี้สหาย พคท. ที่กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย ณ ภูมิลำเนาเดิม พวกเขาผู้ยังผูกพันลึกซึ้งกับผืนป่าเขาบรรทัดมาเป็นแกนนำสำคัญในโครงการคนท่ายูงปลูกป่าในนาสหาย ที่สนับสนุนโดย สสส.  พวกเขาคิดจะกลับไปปลูกป่าในผืนดินที่เคยถูกบุกเบิกแผ้วถางเป็นที่นาในครั้งนั้น กลายเป็นที่โล่ง กลับมาเป็นป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์อีกครั้ง

สมปอง เพิ่มแก้ว  หรือ อดีตสหายสำเริง ผู้ใหญ่บ้านท่ายูง  ผู้รับผิดชอบโครงการฯ  เล่าว่าการต่อสู้การเมืองในสมัยนั้นทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องเข้าไปอยู่ในป่า สำหรับภาคใต้มีที่มั่นสำคัญเทือกเขาบรรทัด

“พ่อแม่ผมถูกฆ่าตาย ผมเข้าป่า ตั้งแต่  10 ขวบ รู้จักป่าที่ที่นี่แทบทุกตารางนิ้ว หลังจากออกจากป่า แล้วไปอยู่ที่อื่นช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นกลับมาอยู่ถิ่นเดิม จนได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน”

เขาเล่าว่ากิจกรรมปลูกป่า ได้ดำเนินมาก่อนระยะหนึ่ง และจะเพิ่มพื้นที่ป่าไปเรื่อยๆ  เมื่อปลูกแล้ว ต้องมีการติดตามดูแล จนเติบโต ไม่ให้ใครมาตัดทำลาย ปัญหาที่พบมากสำหรับป่าผืนนี้ ทุกวันนี้ยังมีการลักลอบตัดไม้กฤษณา ซึ่งเป็นคนที่มาจากถิ่นอื่น

สมปองเล่าว่ากลุ่มอดีตสหาย ในหมู่บ้านยังมีความผูกพันกันดี  ยังมาทำอะไรร่วมกัน  คนเหล่านี้มาทำงานเป็นจิตอาสา ด้วยความรู้สึกรักป่า งานที่ยากก็คือ แม้จะเฝ้าระวังป่า แต่เมื่อมีเสียงปืนดังในกลางคืน  ก็ไม่รู้ทำอย่างไร เพราะ ชาวบ้านทำงานในนามกลุ่มอนุรักษ์กันลำพัง ในอนาคต ก็คงได้จะได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของเขตอุทยาน

“ เราวางแผนว่า ต่อไปจะมีนักท่องเที่ยว เข้ามาที่นี่ มีการเตรียมพร้อมบางส่วน เช่นการทำอาคาร ห้องน้ำ รองรับ ในบริเวณที่เคยเป็นฐานปฎิบัติการเดิม ของ พคท.  รูปแบบการท่องเที่ยวนอกจากชมธรรมชาติ ที่สงบ ร่มเย็น อากาศดี อาจมีลักษณะของการเดินป่า   ถ้ำ น้ำตก และเรื่องราวประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในอดีต”

 สมภา ใจกล้า คณะทำงานโครงการฯ เล่าว่าชุมชนแห่งนี้มีองค์กรที่อนุรักษ์ป่ามาก่อนแล้วหลายปีในนาม กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ตำบลตะแพน การมาขับเคลื่อนกับ สสส. เพราะมองว่า จะต้องช่วยกันอนุรักษ์ป่ากันต่อไป  โดยยังใช้กิจกรรมดังกล่าวมาเป็นจุดศูนย์รวมของหมู่บ้าน

“บทบาทของชาวบ้านในการอนุรักษ์ป่าที่ผ่านมาราว 8 ปี มีการบวชป่า เป็นกลวิธี ในการอนุรักษ์ ที่ทำมาต่อเนื่องหลายปี เมื่อมีการวิเคราะห์ปัญหา ของชุมชน การนั่งคุยกัน คิดว่า น่าจะเอาสิ่งที่ทำอยู่แล้วมาพัฒนาต่อ เพื่อให้เป็นกิจกรรมศูนย์รวมของหมู่บ้านที่ทุกคนจะได้ช่วยกันทำ จากกลุ่มเล็กๆ จะได้กว้างขึ้น”

ความคาดหวัง อยากเห็นคนทั้งหมู่บ้าน ช่วยกันอนุรักษ์ และร่วมกันฟื้นฟูป่า

“เรามักได้ยินว่า คนที่ทำลายป่า คือคนที่อยู่กับป่า แต่เราจะทำให้เห็นว่า เรื่องแบนนั้นมันไม่จริง คนที่อนุรักษ์ป่าได้ดีที่สุด ก็คือคนที่อยู่กับป่า ไม่ใช่คนที่อยู่ข้างนอก” เขาว่า จากจุดเล็กๆ จึงขยายออกไปกว้าง ในระดับตำบล ขณะที่ระดับจังหวัดพัทลุงทุกวันนี้มองว่า ชาวบ้านท่ายูงเป็นกลุ่มอนุรักษ์ป่า กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความเข้มแข็ง

การขับเคลื่อนโครงการ สสส. มีส่วนสำคัญเพราะ ทำให้เกิดสภาชาวบ้าน มีการดึงภาคส่วนของหมู่บ้าน ไม่ว่า อสม. ปราชญ์ชาวบ้าน และทุกกลุ่ม มานั่งพูดคุย วิเคราะห์ปัญหาของหมู่บ้าน ในทุกเรื่อง ขณะที่การปลูกป่า เริ่ม มีการรวมกับหน่วยงานอื่นด้วย เช่น อบจ.  

การปลูกป่า หลังจากขับเคลื่อนโครงการ สสส. มี 2  จุดใหญ่ คือ ในที่นาเดิมของ พคท. ซึ่งอยู่บนยอดเขา กับป่าอีกแห่งหนึ่ง เพิ่งเริ่มปลูกเป้าหมายโครงการ ฯ ต้องการปลูกในพื้นที่ 3 ไร่ จำนวน 1,500ต้น  มีการทำฝายกักเก็บน้ำ  ขณะที่เป้าหมายของชุมชน จะปลูกต่อไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกับจะมีการสร้างแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่ ขึ้นมาทำงานนี้ด้วย โดยการจัดกิจกรรมเยาวชนศึกษาพันธุ์ไม้ พืชพรรณอาหาร  ยารักษาโรค ให้เด็กมาซึมซับป่า และรักผืนป่า

“เด็กในชุมชน ส่วนมากจะรู้ประวัติช่วงหนึ่งของป่า เพราะคนรุ่นก่อนจะเล่าให้ลูกหลานฟัง  มีการพูดกันว่า ป่าผืนนี้อยู่ได้ เพราะมี คอมมิวนิสต์ เพราะสมัยหนึ่งเคยมีความคิดที่จะมีการสัมปทานป่า พอนายทุนที่สัมปทานได้แล้ว ก็ไม่กล้าเข้ามา เพราะมีคอมมิวนิสต์อยู่   ก็ถือว่าโชคดีที่มีคอมมิวนิสต์อยู่”

สมภาเล่าว่า จากโครงการฯ ที่ขับเคลื่อนโดย สสส. นี้มีแผนพัฒนาไปพร้อมกับให้ พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ของชุมชน ซึ่งเริ่มดำเนินการ  สิ่งที่เราคาดหวังไม่เฉพาะการท่องเที่ยวแต่เป็นความสามัคคี ของคนในชุมชน นำคนมาหลอมรวมกัน  สามารถมาเกิดเวที ของการแลกเปลี่ยน นำเสนอปัญหา  สำหรับการจัดการ ขยายแนวคิด มักใช้วิธีการตั้งวงคุยอย่างไม่เป็นทางการ  จนเกิดการตอบรับที่ดี  โดยมีภาคีเครือข่ายมาร่วม เช่น  อบจ. โรงเรียน เขตอุทยาน ที่ช่วยปลูกป่า ให้ความร่วมมือ สนับสนุนพันธุ์ไม้  สำรวจป่า เป็นต้น  

“เราได้ สหายเก่ามาเป็นแกนหลักสำคัญ เป็นคนที่รู้จักพื้นที่ เป็นอย่างดี และผูกพันกับผืนป่า ทำงานเป็นจิตอาสา ด้วยความรู้สึกรักป่า

เพื่อแสดงให้เห็นว่า ถ้าอยากให้ป่า หรือสัตว์ป่ารอด จะต้องเริ่มที่ชาวบ้าน มากกว่าหน่วยงานใด”  เขาเล่าและว่ากับคนรุ่นใหม่ มีการปลูกฝังแนวคิดโดย ดำเนินการกับกลุ่มเด็กตั้งแต่ 4 -14 ปี ในหมู่บ้านเป็นหลัก  เน้นกิจกรรม ในช่วงวันหยุด

แผ้ว เขียวดำ หรืออดีตสหายโก้ ปัจจุบันคือแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นตำบลตะแพน เล่าว่า เดิมทีชาวบ้านที่นี่ต่อสู้เรื่องที่ดินทำกิน และทรัพยากรมาก่อน  เพราะที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ทั้งที่ได้รับสืบทอดมรดกมา 3 ชั่วคนแล้ว ชาวบ้านอยู่มาก่อน แต่ ต่อมาได้มีการประกาศเขตอุทยาน เขตที่ดินสาธารณะ เขตป่าสงวน มาทับที่ทำกินชาวบ้าน  ตอนนี้ การต่อสู้ มาถึงหนังสือรับรองให้ทำกินในที่ดินเดิม อาศัยผู้นำ ท้องถิ่น และผู้นำสภาองค์กรชุมชน เป็นคนเซ็นรับรอง มีการออกหนังสือไปแล้ว 60 แปลง ในเนื้อที่เป็นหมื่นไร่  เป้าหมายให้ชาวบ้านยังสามารถทำกินในที่เหล่านี้ได้ คนอยู่กับป่าการขับเคลื่อนเชิงทรัพยากร มีการปลูกป่า ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งชุมชน ราชการ อปท.  ม.ทักษิณ มหาวิทยาลัยภูมปัญญา

        “การปลูกป่าในนาสหาย  เพราะเห็นว่า มีโครงการ สสส. เราเห็นว่าจะมาต่อยอดเพิ่มความเข้าใจ ให้คนมารักป่า รักธรรมชาติการจัดการทรัพยากร ไม่ใช่ทำลาย  สร้างพืชอาหารที่เก็บกินได้      เราคาดหวังเห็นชุมชนที่เข้มแข็งการรวมตัว เข้าถึงทรัพยากรที่เท่าเทียม”

แผ้วเล่าว่า เขาเป็นคนพื้นเพที่นี่ ยุคท่ายูงเป็นพื้นที่สีแดง ตัดสินเข้าป่า ร่วมกับ พคท. ในปี 2521 เพราะครอบครัวเข้าป่ากันทั้งบ้าน ชีวิตช่วงนั้น เป็นชีวิตอย่างสนุกดี ท่ามกลางความยากลำบาก

ครั้งในป่าใช้ชีวิตร่วมกับพี่น้อง สหาย ที่รักกันมาก กินข้าวหม้อเดียวกันเมื่อ 30-40 ปีก่อนผูกพันมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นเป็นจุดแข็งของชุมชน ที่สามารถมาร่วมทำงาน สังคมด้วยกันจนทุกวันนี้  เพราะคุยกันได้ จากบทบาทใน 30-40 ปีก่อน เอาหลักคิดสมัยอยู่ป่ามาบริหารชุมชนได้

ประคอง ราษฎร์แก้ว  หรืออดีต สหายเชษ  เขาเป็นนักรบป่า เคยอยู่แนวรบ ผ่านการปะทะ มา 30 กว่าครั้ง เล่าว่าชีวิตตอนนั้นมีทั้งสุขทุกข์ อย่างเวลาถูกทางการปิดล้อม กินแต่ข้าวต้ม อดบ้างตอนเดินทางไกล  เพราะไม่กล้าก่อไฟ มีอะไรก็กินอันนั้น

“บางทีต้องล่าสัตว์ป่ามากินบ้าง จนกระทั่งตั้งฐานได้แล้ว จึงหันมาปลูกพืช ผัก มัน ทำนา   ก่อนทำก็ต้องแผ้วป่า อย่างที่นาที่ปลูกป่า ซึ่งผู้ใหญ่บ้านเคยอยู่ที่นั่น แต่ผมอยู่ส่งไปอยู่อีกที่” สหายเชษเล่า  สำหรับชุมชนท่ายูงถ่นเกิด น่าจะมีอายุ  300 ปีขึ้นไป  สมัยก่อนชาวบ้านเข้ามาทำการเกษตรแบบพอเพียง พวกสวนทุเรียนพื้นเมือง เนียง สะตอ หมาก

“ราวปี 2508-09 ครอบครัวผมเหมือนกับคนอื่นในหมู่บ้านท่ายูง หรือบ้านเขาแก้ว เข้าป่าเกือบหมดตั้งแต่ปี 2509-2524 เมื่อออกจากป่าแล้วก็มาทำมาหากินแบบเดิม  แต่ตอนหลังมีการประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินเดิม ก็เป็นปัญหากับชาวบ้าน”

เขาเล่าว่าการเข้าป่า ทำให้ได้หลักคิดประชาธิปไตย ว่าทุกอย่างเกิดจากความร่วมมือของทุกคน  จุดได้เปรียบคือมีเครือข่ายสหายที่อยู่ในเมืองมาช่วยงานพัฒนา  สหายซึ่งไปอยู่ที่อื่นอยากให้รักษาชุมชนดั้งเดิม และรักษาธรรมชาตินี้เอาไว้ให้ได้

“สำหรับเด็กรุ่นใหม่ เราก็ถ่ายทอดให้เด็กฟัง เขาก็เข้าใจโดยเฉพาะการดูแลรักษาป่า ซึ่งมีส่วนสำคัญกับชุมชน” เขาเล่า และว่าร่วมกับ โครงการ สสส. ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ในการพัฒนา   คิดว่าจะมีสิ่งดีๆตามมา  ทุกวันนี้ใช้เทคนิค กระบวนการ ของ พคท. มาปรับใช้ในงานพัฒนาหลายอย่าง เช่น การหาเครือข่าย  ความร่วมมือ ต่างๆ ประยุกต์มาใช้ได้  ตามความเหมาะสม

เสณี จ่าวิสูตร พี่เลี้ยงติดตามโครงการฯ เล่าว่า แกนนำ ของท่ายูงคือคุณ แผ้ว เขียวดำ เข้ากระบวนการภาคประชาชนของพัทลุงในนามของกลุ่มอนุรักษ์ป่าเทือกเขาบรรทัด มีการรวมตนในการจัดการป่า เคลื่อนไหวต่อเนื่อง  ซึ่งในพื้นที่สามารถพัฒนาศักยภาพขึ้นเป็นแหล่งเรียนรู้ และการทำงานในการพัฒนาทรัพยากรของพัทลุงได้ ที่ผ่านมาประชาชนมีความพร้อมจะเข้าร่วม ชาวบ้านมีการทำงานที่ครอบคลุมทั้งในเรื่องการพัฒนา การฟื้นฟู เฝ้าระวัง  เป็นพื้นที่ต้นแบบในการจัดการทรัพยากร กับ พื้นที่เองมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สามารถต่อยอด ไปในการจัดการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

“ถ้ากระบวนการทำงาน นี้จะขยายการมีส่วนร่วมไปในวงกว้างของชุมชนเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ชาวบ้านรู้สึกมีความเป็นเจ้าของ และหวงแหนทรัพยากรของชุมชนได้”

จุรีย์ หนูผุด พี่เลี้ยงโครงการฯ เล่าว่า  ชาวบ้านมีทีมงานที่ขับเคลื่อนเรื่องแบบนี้อยู่ก่อนแล้ว ก็เลยมามองว่าทำอะไรให้ชุมชนน่าอยู่ ที่เป็นกระบวนการชุมชน มีการปลูกฝังเยาวชน ให้อนุรักษ์ป่า ที่ทำไปแล้วจึงมีการจัดค่ายเยาวชน ในการศึกษาประวัติศาสตร์ของชุมชน และมีการสำรวจป่า มีการปลุกป่าในวันสำคัญ โดยยึดวิถีชุมชนเป็นหลัก มีการชักชวนเด็กมา เข้าร่วม เป็นเด็กในชุมชน  ซึ่งเป็นชุมชนที่ห่างจากโรงเรียน

สำหรับ กิจกรรมส่วนอื่นก็เป็นการเฝ้าระวังเป็นส่วนใหญ่ หลังจากปลูกต้นไม้ไปแล้ว แต่เป้าหมายของชุมชน เท่าที่คุยกัน ในวันข้างหน้าคือต้นไม้ทุกต้นที่ปลูกแล้ว จะไม่มีการโค่น ทำลาย เป็นการสร้างป่าสำหรับชุมชนเป็นแหล่งอาหาร  สมุนไพร  ได้ป่าชุมชนเพิ่มขึ้นมา

        ที่ผ่านมาชาวบ้านสามารถไปเชื่อมโยงกับบองค์กรที่เกี่ยวข้องมาร่วมไม่ว่า ประมง เกษตร ป่าไม้ อนุรักษ์  จุดแข็ง ที่นี่ คือมีทีมงาน กลุ่ม ที่ไม่กี่คน แต่มีแนวคิดที่นำพื้นที่นี้สามารถให้คนรุ่นหลังได้หวงแหน  สร้างเครือข่ายให้กว้างขึ้น เธอมองว่า ชุมชนนี้ ประกอบด้วยคน 4กลุ่มวัย   1.กลุ่มก่อตั้ง 2.กลุ่มบุกเบิก 3.กลุ่มดำเนินการ และ4.กลุ่มเด็กและเยาวชน โดย4 กลุ่มนี้จะทำงาน ร่วมกัน หากมีการขับเคลื่อนโครงการ อะไรก็แล้วแต่ น้ำหนัก จะอยู่ ในวัยขับเคลื่อน  โดย 1,2 เป็นแรงหนุน และมี 4รับช่วงต่อ

       “กิจกรรมของ สสส. ที่สำเร็จคือคนในชุมชน ได้มารวมตัวเป็นสภา ที่ขยายวง ความร่วมมือ มีวงพบปะสนทนาปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ  ซึ่งเป็นหลักเบื้องต้นของชุมชนน่าอยู่ พัฒนาไปสู่เรื่องอื่นๆได้”.

 

 

ตำบลตะแพน,อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง,เทือกเขาบรรทัด,โครงการคนท่ายูงปลูกป่าในนาสหาย,สสส.,การปลูกป่า
Post to Facebook
กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
หน้าหลักบล็อก