ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนมิถุนายน 2555)

 


สวัสดีครับ เพื่อนร่วมสร้างสุขภาวะ
 
  ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์
 
          เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องน่ายินดี คือการมาเยือนประเทศไทยของ ‘ศ.มูฮัมหมัด ยูนุส’ นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งได้มาร่วมกล่าวปาฐกถาในงานประชุมธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่ง สสส. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และสมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย จัดขึ้น 
          ศ.ยูนุส นับเป็นต้นแบบของแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมที่โด่งดังไปทั่วโลก เป็นผู้ให้กำเนิดธนาคารกรามีน หรือธนาคารที่ให้เงินกู้แก่คนจนโดยไม่ต้องมีหลักประกัน ที่สามารถสร้างรายได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท โดยรายได้เหล่านั้นย้อนกลับไปช่วยคนจนและคนด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่องมานับ 40 ปี ธนาคารกรามีนนับเป็นแบบจำลองใหม่ที่เป็นการปฏิวัติการทำธุรกิจดั้งเดิม นั่นคือ ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ ที่ไม่ขาดทุนและไม่เอากำไร แต่ใส่ความมีมนุษยธรรมเข้าไปในการทำธุรกิจ 
          ในวันนั้น ผมมีโอกาสได้ขึ้นเวทีร่วมกับ ศ.ยูนุส จากการได้พูดคุยและรับฟังในสิ่งที่ท่านพูดบนเวที แม้จะเป็นเวลาเพียงสั้นๆ แต่กลับสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างน่าทึ่ง นับตั้งแต่ตัวตนของ ศ.ยูนุส ซึ่งแม้จะอายุมากกว่า 70 ปีแล้ว แต่ยังมีพลังเต็มเปี่ยม คล่องแคล่ว มีความคิดที่ทันสมัย แนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมของท่านที่ผ่านมาล้วนน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือเพื่อสร้างโอกาสให้คนจน การร่วมมือกับ DANONE ทำโยเกิร์ตเพื่อให้สารอาหารแก่คนจน การร่วมมือกับ Adidas ในการพัฒนารองเท้าราคา 1 ยูโรเพื่อให้คนจนมีรองเท้าใส่ได้ ตลอดเวลาท่านได้ให้แรงกระตุ้นว่าประเทศไทยมีศักยภาพกว่าบังคลาเทศมาก ต้องทำได้ดีกว่า 
          หัวใจสำคัญที่ ศ.ยูนุสพูดเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมก็คือ โลกกำลังต้องการธุรกิจอีกประเภท ธุรกิจที่ไม่ได้หวังผลกำไร แต่เป็นธุรกิจเพื่อช่วยเหลือคน คือ ธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งสามารถใช้วิธีการบริหารแบบธุรกิจ แต่บวกเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา แล้วจะเกิดธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้อย่างยั่งยืน ยืนได้ด้วยขาของตัวเอง ไม่ใช่รอคอยการบริจาค หรือความช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว 
          การได้ฟัง ศ.ยูนุส และได้พบกับหลายท่านที่กำลังทำธุรกิจเพื่อสังคมด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทำให้ผมเห็นภาพของธุรกิจเพื่อสังคมชัดเจนขึ้น และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ คือคำตอบในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ที่สำคัญคือเป็นสิ่งที่ ‘เป็นไปได้’ และไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน คนไทยสามารถทำได้ ขอเพียงมีความคิดสร้างสรรค์ และกล้าลงมือ ‘ทำ’ หน่วยงานที่พร้อมจะสนับสนุนนั้นมีอยู่แล้ว อย่างสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) ที่พร้อมให้ทั้งองค์ความรู้ แบบจำลองการทำธุรกิจ การสร้างเครือข่าย และเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ ส่วนของ สสส. เองมีโครงการเพื่อสนับสนุนสุขภาวะคนไทยจำนวนมาก ซึ่งหากนำแนวคิดของธุรกิจเพื่อสังคมเข้ามาจับแล้ว จะสามารถสร้างความยั่งยืนได้อย่างมาก 
          ทั้งหมดนี้ ทำให้ผมมีความหวังและมั่นใจว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะมีกิจการเพื่อสังคมที่ขยายตัว และยั่งยืน ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้จริงอย่างแน่นอน 
          สุดท้ายนี้ ผมขอตบท้ายด้วยโครงการดีๆ ที่จะช่วยพิสูจน์ว่า ทุกเรื่องสำเร็จได้แค่ลงมือ ‘ทำ’ คือโครงการ ‘ทำ-มะ’ โดย สสส. และภาคีเครือข่ายกว่า 24 องค์กร มาชวนคนไทยที่มีความคิดอยาก ‘เปลี่ยน’ สังคมให้ดีขึ้น ลุกขึ้นมาเริ่มต้น ‘เปลี่ยน’ โดยเริ่มจากตัวเองก่อน ด้วยการเอาชนะใจตัวเอง ตั้งปณิธานที่จะทำสิ่งดีๆ หรือแก้พฤติกรรมเสียๆ ให้สำเร็จติดต่อกันเป็นเวลา 26 วัน ตามผลวิจัยด้านการพัฒนาตนเองของต่างประเทศที่บอกว่า หากคนเราทำสิ่งใดต่อเนื่องเป็นเวลา 21-30 วัน จะทำให้เกิดความเคยชิน จนกลายมาเป็นนิสัยใหม่ได้ในที่สุด 
          มาร่วมตั้งปณิธาน ทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเองและคนรอบข้างติดต่อกัน 26 วัน เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 2,600 ปีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเชื่อเถอะครับ ว่าสิ่งรอบข้าง สังคม และประเทศของเราจะเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นได้ จากพลังของการเปลี่ยนแปลงตัวเองของคนเรานี่เอง ใครสนใจอยากเข้าร่วมโครงการสามารถสมัครได้ที่ www.tum-ma.com
          สวัสดีครับ
 
 
อย่าลืมเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ตามช่องทางเดิม ดังนี้
Facebook : www.facebook.com/kunkris
Twitter : www.twitter.com/kunkris
Email : ceo@thaihealth.or.th
 

 

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

แสดงความคิดเห็น