ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

คุยกับผู้จัดการ สสส. (เดือนพฤศจิกายน 2554)

 

สวัสดีครับ เพื่อนร่วมสร้างสุขทุกท่าน
 
  ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์


ปี 2554 กลายเป็นปีที่จะต้องบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์อุทกภัยหนักที่สุดในรอบ 50 ปี รุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยมีบันทึกไว้

แต่ถ้าลองมองย้อนกลับไปจะพบว่าในช่วงหลายปีให้หลังมานี้ ประเทศไทยต้องประสบเหตุอุทกภัยเป็นประจำทุกปี ด้วยความรุนแรงแตกต่างกันไป ตรงกับคำเตือนของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติหลายท่านก่อนหน้านี้ ที่บอกว่าประเทศไทยจะประสบอุทกภัยบ่อยขึ้นภายใน 10 ปี เหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือที่เราคุ้นเคยเรียกกันว่าภาวะโลกร้อน ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ย่อมจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะกับภาคกลางและกรุงเทพมหานคร

แต่นอกจากความสูญเสียแล้ว เหตุการณ์นี้ก็นับว่านำมาซึ่งบทเรียนครั้งใหญ่ให้คนไทยเราหันมามองตัวเอง จะเห็นได้ว่าเราใช้ชีวิตอย่างประมาท ขาดการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติ ต่างกับประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติรุนแรงบ่อยครั้งเช่นญี่ปุ่น ที่มีการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติดีที่สุดในโลก อย่างเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปีมีการกล่าวกันว่า หากเหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับประเทศอื่น ความสูญเสียจะมากกว่าที่ญี่ปุ่นหลายเท่า

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ไม่ควรทิ้งภาระในการเตรียมรับมือภัยพิบัติไว้กับรัฐบาล หรือหน่วยงานใดเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สสส. ได้ร่วมกับมูลนิธิชุมชนไท เข้าไปทำงานฟื้นฟู และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยให้ชุมชนเป็นแกนหลัก เพราะพบว่า การจัดการภัยพิบัติที่มาจากศูนย์กลาง ไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของชุมชนได้ทั้งหมด แต่ภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในชุมชนต่างหาก คือการเตรียมพร้อมรับมือและจัดการความเสี่ยงได้ดีที่สุด

ตัวอย่างที่ดีมีอยู่ อย่างที่ ต.หัวไผ่ จ.สิงห์บุรี ซึ่งในยามประสบภัย ภาพที่เราเห็นบ่อยๆ ในหลายพื้นที่คือ คนติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องรอคอยหน่วยกู้ภัย หรือของบริจาค ซึ่งบางแห่งเข้าไปได้ไม่ทั่วถึง แต่ที่ ต.หัวไผ่ แม้น้ำท่วมมิดหลังคาบ้าน แต่หน่วยกู้ภัยที่เข้าไปช่วยบอกว่า เขาเข้ามาที่นี่ อาจพบเห็น ‘ความเสียหาย’ แต่กลับไม่มีเหตุฉุกเฉินให้ต้องรับมือ เพราะการจัดการภัยพิบัติที่มีการเตรียมการอย่างดี โดยมุ่งพึ่งพาตัวเองมากที่สุด นับจากการวางแผนไว้ว่า จาก 13 หมู่บ้านซึ่งจะต้องถูกน้ำท่วมทั้งหมด พวกเขาได้เตรียมการทำพนังกั้นน้ำไว้หนึ่งหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นพื้นที่เป็น ‘กองอำนวยการ’ และสถานที่อพยพประชาชน มีการซักซ้อม แบ่งงานระหว่างผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน และจัดตัวแทนหมู่บ้านละ 5 คน กระจายว่าคนหนึ่งดูแลบ้านกี่หลัง จัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้เข้าถึงทุกครัวเรือน

นับเป็นโมเดลหนึ่งที่น่าจะเป็นแบบอย่างเพื่อรับมือกับน้ำท่วมต่อไปในอนาคตสำหรับชุมชนต่างๆ

สำหรับบทบาทของ สสส. ในการต่อสู้กับภัยน้ำท่วมครั้งนี้ สสส. ได้เข้าไปร่วมตั้งแต่การเตือนภัยน้ำท่วม โดยทำงานร่วมกับนักวิชาการจากหลายสถาบัน ในการจัดตั้งศูนย์รู้ทันน้ำ (www.rootannam.com) ในการให้ข้อมูลการคาดการณ์น้ำท่วมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมการรับมือน้ำท่วมได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ สสส. ยังได้ร่วมกับเครือข่ายอาสาหลายองค์กรในการจัดตั้งบ้านอาสาใจดี ที่บริเวณปากซอยพหลโยธิน ซอย3เพื่อระดมอาสาสมัครมาช่วยกันในการจัดทำถุงยังชีพและเรียนรู้การจัดทำอุปกรณ์เพื่อสู้ภัยน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อชูชีพ เรือ EM ball ฯลฯ เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้สบอุทกภัย

อีกส่วนที่ สสส. ให้ความสำคัญคือการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ในการเตรียมรับน้ำท่วม การคิดอย่างมีสติ การช่วยเหลือกัน ดังเห็นได้ทางสื่อต่างๆ กันไปบ้างพอสมควรแล้ว

และหลังจากน้ำลด จะมีปัญหาที่ตามมาอีกมาก ไม่ว่าโรคระบาด ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่ง สสส. กำลังระดมนักวิชาการ ผู้นำชุมชน ท้องถิ่น ในการวางแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป โดยเราเชื่อว่าการฟื้นฟูที่ยั่งยืน ชุมชนและท้องถิ่นต้องเป็นแกนสำคัญในการฟื้นฟู

สุดท้ายนี้ผมเชื่อว่าน้ำใจของคนไทย จะทำให้เราทุกคนผ่านพ้นเหตุการณ์ที่เลวร้ายครั้งนี้ไปด้วยกันครับ

 
 
อย่าลืมเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ตามช่องทางเดิม ดังนี้
Facebook : www.facebook.com/kunkris
Twitter : www.twitter.com/kunkris
Email : ceo@thaihealth.or.th
 

 

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

แสดงความคิดเห็น