ให้ 'เลือด' = ให้หลายๆ ชีวิตรอดปลอดภัย

| |
อ่าน : 937

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก : เว็บไซต์ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

ภาพประกอบโดย : ชุติกาญจน์ เกียรติพันธุ์สดใส Team Content www.thaihealth.or.th

ให้ \'เลือด\' = ให้หลายๆ ชีวิตรอดปลอดภัย  thaihealth

“ขอความช่วยเหลือรบกวนแชร์หน่อยนะคะ ขอรับบริจาคเลือด กรุ๊ป.....ด่วนมาก บริจาคได้ที่.....แจ้งความประสงค์บริจาคเลือดให้.....ขณะนี้รอรับการรักษาอยู่ค่ะ”

ข้อความขอรับบริจาคโลหิตที่พบเห็นได้แทบทุกวันในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็น เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือ ไลน์กรุ๊ป ที่สื่อให้เห็นว่า แม้จะมีการรับบริจาคเลือดอยู่ตลอด แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่ดี เพราะการบริจาคเลือด 1 ครั้ง จะสามารถบริจาคครั้งถัดไปได้อีก 3 เดือน ดังนั้นหากไม่มีผู้บริจาคหน้าใหม่มาช่วยเติมเต็ม ความต้องการในส่วนนี้ก็จะยังคงมีอยู่ไปเรื่อยๆ เพราะเลือดที่ได้จากการบริจาค 77% ใช้ทดแทนการเสียโลหิตกะทันหัน เช่น จากการผ่าตัด อุบัติเหตุ คลอดบุตร และอีก 23% ใช้ในการรักษาโรคเลือด เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคฮีโมฟีเลีย หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด

หากเพียงแค่หยิบข้อมูลเหตุการณ์ 7 วันอันตรายในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา จากศูนย์ความปลอดภัยทางถนน ตั้งแต่วันที่ 11-17 เมษายน 2561 ที่มีผู้เสียชีวิตสะสม 418 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บสูงถึง 3,897 ราย ก็ทำเอานึกภาพไม่ถูกแล้วว่า 7 วันเหล่านั้นเราได้ใช้โลหิตไปเป็นจำนวนเท่าใด

เพราะการไปบริจาคโลหิต 1 ครั้งเท่ากับว่าคุณได้ให้เลือด 350-450 ซีซี ในขณะที่ความต้องการเลือดภายใน 1 วันเท่ากับ 2,000 ยูนิต และการบริจาคโลหิต 1 ครั้ง สามารถนำไปปั่นแยกเพื่อช่วยเหลือได้ถึง 3 อย่าง ทั้ง เม็ดโลหิตแดง (Red Blood Cells) เกล็ดโลหิต (Platelets) และ น้ำเหลือง (Plasma) ดังนั้นก่อนการบริจาคเลือด 1-4 ชั่วโมง ควรงดอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากเมื่อนำไปปั่นแยกส่วนประกอบโลหิตแล้ว จะทำให้น้ำเหลือง (Plasma) มีลักษณะขุ่นขาว ไม่สามารถนำน้ำเหลืองไปใช้กับผู้ป่วยได้ ต้องแยกทิ้ง ทำให้สูญเสียส่วนประกอบโลหิต และทำให้เสียโอกาสในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความต้องการ

 ใครบ้างที่สามารถบริจาคโลหิตได้ 

- ผู้ที่มีอายุระหว่าง 17 ปี ถึง 70 ปีบริบูรณ์ (ในการบริจาคครั้งแรกต้องมีอายุไม่เกิน 55 ปี และหากอายุยังไม่เกิน 18 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง)

-ผู้ที่อายุระหว่าง 60-65 ปี สามารถบริจาคได้ทุกๆ 4 เดือน ส่วนผู้ที่อายุระหว่าง 65-70 ปี สามารถบริจาคได้ทุกๆ 6 เดือน และไม่รับบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่

- ต้องมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป สุขภาพทั่วไปสมบูรณ์ดี

- นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ไม่มีอาการอ่อนเพลีย

- ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง

- ไม่เป็นไข้มาเลเรียมาในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่เป็นกามโรค โรคติดเชื้อต่างๆ ไอเรื้อรัง ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ โรคเลือดชนิดต่างๆ โรคหอบหืด ภูมิแพ้ โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์

- ไม่อยู่ระหว่างทานยาแก้อักเสบในระยะ 7 วันที่ผ่านมา

- สำหรับสตรีไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์

-หากรับประทานยาแอสไพริน ยากลุ่ม NSAIDs ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนทุกครั้ง เนื่องจากทำให้เลือดแข็งตัวช้า เลือดไหลแล้วหยุดยาก เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้ไม่นำเกล็ดเลือดไปใช้กับผู้ป่วย

 ต้องงดอะไรบ้างและใช้เวลากี่วันถึงจะบริจาคโลหิตได้ 

- งดการบริจาคโลหิตภายหลังผ่าตัดใหญ่ คลอดบุตร หรือแท้งบุตร 6 เดือน หากผ่าตัดเล็กควรงด 1 เดือน และหากการผ่าตัดนั้นๆ มีการรับโลหิตมาต้องงดบริจาคโลหิตไป 1 ปี

-ผู้ที่สักหรือเจาะผิวหนัง ให้งดการบริจาคโลหิตไป 12 เดือน

-หากมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง งดบริจาคโลหิต 7 วัน

-งดบริจาคโลหิตไป 3 วัน หากถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน หรือ รักษารากฟัน

 ก่อนไปบริจาคโลหิต 

- ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

- มีสุขภาพสมบูรณ์ดีทุกประการ ไม่เป็นไข้หวัด หรืออยู่ระหว่างรับประทานยาใดๆ

- ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว ก่อนบริจาคอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

- รับประทานอาหารมาก่อนให้เรียบร้อย และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่มีไขมัน

- งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนมาบริจาคโลหิต อย่างน้อย 24 ชั่วโมง

- งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดฟอกโลหิตได้ดี

 ขณะบริจาคโลหิต 

-ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่แขนเสื้อไม่คับเกินไป สามารถดึงขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว

-เลือกแขนข้างที่เส้นโลหิตดำใหญ่ชัดเจน ผิวหนังบริเวณที่จะให้เจาะ ไม่มีผื่นคัน หรือรอยเขียวช้ำ ถ้าแพ้ยาทาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบล่วงหน้า

-ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมขณะที่กำลังบริจาคโลหิต

-ควรบีบลูกยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โลหิตไหลได้สะดวก หากมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น วิงเวียน มีอาการคล้ายจะเป็นลม อาการชา อาการเจ็บที่ผิดปกติ ต้องรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที

 หลังบริจาคโลหิต 

- นอนพักบนเตียงสักครู่ ห้ามลุกจากเตียงทันที เพราะอาจเวียนศีรษะเป็นลมได้

- ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีบริการให้ และดื่มน้ำมากกว่าปกติเป็นเวลา 1 วัน

- ไม่ควรรีบร้อนกลับ ควรนั่งพักจนแน่ใจว่าเป็นปกติ หากเวียนศีรษะให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

- รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก

- หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะเป็นเวลา 12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการบวมช้ำ

- งดกิจกรรมที่ใช้กำลังและเสียเหงื่อที่ทำให้อ่อนเพลียได้

-ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อซ กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล

-การรับประทานธาตุเหล็กบำรุงโลหิต พร้อมกับเครื่องดื่มที่มีวิตามินซีสูง เช่น น้ำส้ม น้ำฝรั่ง หรือน้ำมะเขือเทศ จะทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี ยกเว้นชาเขียว เพราะจะไปขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก

 พฤติกรรมแบบใดที่ควรงดการไปบริจาคโลหิต 

-ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ใช่คู่นอนของตน

-ผู้ที่เคยเป็นผู้ที่เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา

-ผู้ที่รู้ตัวว่าติดเชื้อเอดส์

-ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคมะเร็ง หรือมีภาวะโลหิตออกง่ายและหยุดยาก           ไม่สามารถบริจาคได้ถาวร

-ผู้ที่มีอาการไทรอยด์ ชนิดเป็นพิษ แม้จะรักษาหายแล้ว ก็ไม่ควรบริจาคโลหิต 

 7 อาหารเพิ่มธาตุเหล็ก เพิ่มการบำรุงเลือด 

- ก๋วยจั๊บ

- ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าหมู

- แกงจืดเลือดหมู

- ผัดถั่วงอกกับเลือดหมู

-ธัญพืช แป้ง ไข่ ผักสีเขียวเข้ม

-แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ

-ตับ เลือด และเนื้อสัตว์ต่างๆ

 มีประจำเดือนแล้วบริจาคเลือดได้หรือไม่ 

-ถ้าขณะนั้นคุณมีสุขภาพแข็งแรง มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ ก็สามารถบริจาคโลหิตได้

-สำหรับสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้ หากสุขภาพร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ   

 บริจาคโลหิตแล้วจะทำให้อ้วน

ไม่จริง เพราะสาเหตุแท้จริงที่ทำให้อ้วน อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การรับประทานอาหารมากเกินไป  โดยเฉพาะแป้งและไขมัน ความบกพร่องของการเผาผลาญพลังงาน ฮอร์โมน พันธุกรรม  ขาดการออกกำลังกาย และเมื่อมีอายุมากขึ้นมีโอกาสน้ำหนักเพิ่มได้ง่าย  เนื่องจากมีอัตราการเผาผลาญน้อยลง 

เช่นนี้แล้ว ผู้ที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิตก็ไม่ต้องกลัว เพราะการบริจาคโลหิตยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกทำงานได้ดี อีกทั้งหากความเข้มข้นของโลหิตเพียงพอ จะทำให้ผิวพรรณสดใส สุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง และยังสามารถบริจาคได้ทุกๆ 3-6 เดือนอีกด้วย

ดังนั้นอย่าลืมใส่ใจอาหารการกิน เลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ช่วยบำรุงร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นผู้บริจาคโลหิต รวมถึงยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นผู้ที่ต้องขอรับบริจาคโลหิตด้วยแล้วค่ะ

มาร่วมส่งต่อลมหายใจ และแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้เพื่อนร่วมสังคมกันนะคะ

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ
  • SOOK Festival ตอน ปันสุข ทุกช่วงวัย -
  • ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายสำหรับ ภาคี สสส. -
  • หลักธรรมาภิบาลในการวางแผนดำเนินการประจำปีงบประมาณ 2562 ของ สสส. -
  • ๑๐๐ วัน เปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง -
  • เขตสุขภาพเพื่อประชาชน -
  • ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ - ผลการดำเนินการกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ
  • รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - รายงานผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • จิตอาสาพลังแผ่นดิน -
  • พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 -
  • นานาทัศนะ สสส. กับการตรวจสอบ -

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ป้ายคำ(Tag)

ซน  ภาคเกษตรกรรม  สวดมนต์ข้ามปี2557  ดร.กุลธิดา จันทร์ เจริญ  สสส. สร้างสุข สุขภาพ สุขภาวะ thaihealth คนปันสุข โครงการจัดการข้อมูลและพัฒนาองค์ความรู้องค์กรแห่งความสุข การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำงานอย่างมีความสุข ความสุขในองค์กร บุคคลต้นแบบ  ยารักษาโรคมะเร็ง  สารวันครอบครัว  กระทบ  ไก่ติดเชื้อที่จีน  ไซส์บิ๊ก  หน่วยกู้ชีพ  พระพยอม กัลยาโณ  ออฟฟิศ  สสส. สร้างสุข สุขภาพ สุขภาวะ thaihealth ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ การเดินทาง ศูนย์สร้างสุข รถด่วน รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้า รถสองแถว  นครนายก  เพื่อนรัก  ทุ่งสง  เสริมหน้าอก  ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรหรัพย์  การดูแลระยะกลาง  เบญจามฤต  เมนูอาหาร  โรคไตวายฉับพลัน  ICT  ความสัมพันธ์