10 ความจริงที่ต้องรู้ในโรคลมชัก

| |
อ่าน : 576

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดย รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น

10 ความจริงที่ต้องรู้ในโรคลมชัก thaihealth

แฟ้มภาพ

เมื่อพูดถึงโรคลมชัก คนส่วนใหญ่จะนึกถึงโรคลมบ้าหมูที่ผู้มีอาการชักนั้นจะชักเกร็งกระตุก หมดสติและมีการกัดลิ้น ต้องให้การช่วยเหลือด้วยการกดตรึงแขน ขาไม่ให้ชัก ต้องรีบหาวัสดุแข็งๆ งัดปาก เพื่อไม่ให้กัดลิ้น ซึ่งต้องบอกว่าความคิดดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง วันนี้เรามาทำความเข้าใจที่ถูกต้องกับโรคลมชัก ดังนี้

1.อาการชักนั้นมีหลายแบบไม่ใช่การชักแบบลมบ้าหมูเพียงอย่างเดียว การชักแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การชักแบบเฉพาะส่วนของร่างกายแต่ไม่หมดสติ ซึ่งอาจชักแบบเกร็งหรือกระตุกเฉพาะส่วนของร่างกาย แบบพฤติกรรมผิดปกติ และอาจลุกลามเป็นทั้งตัวจนหมดสติ การชักกลุ่มที่สองเป็นการชักแบบทั้งตัว และไม่รู้สติ ประกอบด้วยการชักแบบลมบ้าหมู การชักแบบกระตุกทั้งตัวครั้งเดียว การชักแบบเกร็งทั้งตัว การชักแบบกระตุกทั้งตัว การชักแบบล้มลงทันที และการชักแบบนิ่ง เหม่อลอย (absence seizure)ดังนั้นถ้าเราเข้าใจผิดว่าการชักมีแบบลมบ้าหมูเพียงอย่างเดียว ผู้มีอาการชัก รูปแบบอื่นๆ ก็จะไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

2.การชักเกิดจากความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองขึ้นมาเป็นครั้งคราวจึงมีลักษณะเป็นๆ หายๆ และทุกครั้งที่มีอาการ ก็จะมีอาการคล้ายกัน โดยการชักนั้นมีสาเหตุเนื่องจากมีความผิดปกติในสมอง ทั้งแบบที่ตรวจหาสาเหตุพบ และหาสาเหตุไม่พบ โดยสาเหตุนั้นก็แตกต่างกันตามกลุ่มอายุ เช่น เด็กแรกเกิด สาเหตุที่พบบ่อย คือ เกี่ยวกับการคลอด การติดเชื้อในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ กลุ่มช่วงอายุวัยรุ่น สาเหตุที่พบบ่อย คือ อุบัติเหตุที่ศีรษะ การติดเชื้อระบบประสาท ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ สาเหตุที่พบบ่อย คือ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเนื้องอกสมอง เป็นต้น

3.การวินิจฉัยว่าใครมีอาการชัก หรือเป็นโรคลมชักหรือไม่ แพทย์จะใช้ข้อมูลจากอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ว่ามีลักษณะเข้าได้กับอาการชักหรือไม่ บางครั้งก็มีความจำเป็นต้องส่งตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง เพื่อยืนยันว่าเป็นอาการชักหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทุกคนที่มีอาการผิดปกติ เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นอาการชักแล้ว ก็จะต้องตรวจหาสาเหตุการชักต่อไป โดยการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง หรือการตรวจแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (เอ็มอาร์ไอ) รวมทั้งการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุการชักตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

4.การรักษาโรคลมชัก ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยยากันชักเกือบทุกคน ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากันชัก จะตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากันชัก ชนิดเดียวสูงถึงร้อยละ 65 และอีกร้อยละ 20 ถึง 25 ต้องใช้ยากันชักมากกว่าหนึ่งชนิด ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดสมอง

5.การรักษาด้วยยากันชักนั้น ต้องทานยากันชักต่อเนื่องประมาณ 3-5 ปี คืออย่างน้อยเป็นระยะเวลานาน 24 เดือนหรือ 2 ปีนับตั้งแต่อาการชักควบคุมได้ เมื่อควบคุมอาการชักได้ดี ก็จะค่อยลดยากันชัก จนหยุดยาได้ภายในระยะเวลา 4-6 เดือนโดยประมาณ

6.การช่วยเหลือผู้ที่มีอาการชักนั้น กรณีเป็นการชักแบบลมบ้าหมู คือ การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการชัก จับผู้ป่วยนอนลง ตะแคงศีรษะด้านข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสำลักน้ำลาย หรืออาหาร ไม่ควรงัดปาก หรือกด ยึดตรึงแขน ขาให้หยุดชัก เพราะยิ่งก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ กรณีการชักแบบพฤติกรรมผิดปกติแบบเดินไปมา ไม่สามารถควบคุมสติได้นั้น เพียงแค่เดินประคองผู้ป่วยไม่ให้เดินไปบริเวณที่อาจเกิดอันตรายได้ เช่น แหล่งน้ำ ถนน ที่สูง ไม่ควรจับตัวผู้ป่วยเขย่า หรือเรียกเสียงดังๆ อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการชักรุนแรงขึ้นได้ และไม่ควรนำยา มะนาว พริกใส่ปากผู้ป่วยขณะมีอาการชัก

7.กรณีผู้ป่วยมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากการชัก หรือชักนานกว่าปกติ ชักนานกว่า 5 นาที หรือหลังจากหยุดชักแล้วไม่ฟื้นคืนสติดี ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล การชักทุกครั้ง ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิก และไม่ควรให้ผู้ป่วยทานยากันชักเพิ่มเองทุกครั้งหลังการชัก เพราะจะทำให้เกิดปัญหาได้รับยาเกินขนาดได้8.ปัจจัยกระตุ้นหรือสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการชักได้บ่อยขึ้น ได้แก่ การขาดยากันชัก การทานยากันชักไม่ตรงเวลา ไม่สม่ำเสมอ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การอดนอน นอนดึก นอนไม่พอ ความเครียด การออกกำลังกายอย่างหนัก การมีรอบประจำเดือน อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นข้างต้น เพื่อที่จะได้ไม่มีอาการชัก

9.ผู้มีอาการชักที่ทานยากันชักสามารถแต่งงาน มีเพศสัมพันธ์ได้ เพียงแต่ต้องมีการพูดคุยกับแพทย์ผู้ให้การรักษาเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว เนื่องจากยากันชักอาจส่งผลให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ตั้งแต่กำเนิดได้ และถ้ามีบุตรก็สามารถให้นมบุตรได้ ถึงแม้ยาจะผ่านออกมาทางน้ำนม แต่เป็นปริมาณที่ต่ำมาก ไม่ส่งผลเสียต่อทารกที่ดื่มนมแม่

10.การพบแพทย์ควรพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมก็ควรแจ้งให้แพทย์ พยาบาลทราบ แต่ไม่ควรขาดยา หรือขาดการรักษาไปเลย และไม่แนะนำให้ซื้อยากันชักทานเองโดยไม่ได้พบแพทย์เลย กรณีที่มีปัญหาสงสัยแพ้ยา เช่น ผื่นขึ้น มีไข้ แผลในปาก เซ ซึม ให้รีบพบแพทย์ก่อนนัดได้ กรณีมีอาการชักหลายครั้งใน 1 วัน หรือชักบ่อยๆ รุนแรงมากขึ้นก็สามารถพบแพทย์ก่อนนัดได้ ถ้าเจ็บป่วยด้วยปัญหาสุขภาพอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบด้วยว่าเราเป็นโรคลมชัก ทานยากันชักชนิดเม็ดอยู่ เพื่อป้องกันปัญหาการตีกันของยา

โรคลมชักไม่อันตรายอย่างที่คิด สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแค่ท่านรู้ เข้าใจและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในการรักษาโรคลมชัก

แสดงความคิดเห็น

กรุณารอสักครู่ ระบบกำลังประมวลผลอยู่ค่ะ

สุขใจปลายปากกา

+ ดูเพิ่มเติม

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม
วันที่ประกาศ
หัวข้อเรื่อง

ปฏิทินกิจกรรม

+ ดูเพิ่มเติม